วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2

---------------------------------------------------------------------

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว


"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นี้เป็นความจริง อันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง
แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า
ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว
คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม
ความจริง ก็ยังคงเป็นความจริงว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว"
อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน.

ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดี อยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ
แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง
แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง
ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง
ฉะนั้น "ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว" โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น.

ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินดี"
ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินชั่ว"
เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ
เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์"
ฉะนั้น แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว
ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ" มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั่นเอง.

ฉะนั้น ความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า
"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่จนตลอดกัลปาวสาน เป็นอย่างน้อย.

ท่านพุทธทาสภิกขุ
ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2552

---------------------------------------------------------------

อะไร คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด

" ทรัพย์ทั้งหลาย ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์ประเสริฐสุด

ห้วงน้ำทั้งหลาย ฝนเป็นห้วงน้ำประเสริฐสุด

ทานทั้งหลาย ธรรมทานเป็นทานประเสริฐสุด

รสทั้งหลาย รสพระธรรมเป็นรสประเสริฐสุด

ความยินดีทั้งหลาย ความยินดีในธรรมเป็นความยินดีประเสริฐสุด

นาบุญทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์เป็นนาบุญประเสริฐสุด

ในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีศีลประเสริฐสุด

ในบรรดาสัตว์สองเท้าทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุด

เราเรียกผู้ตั้งอยู่ในศีลว่า "บัณฑิต" คือผู้ประเสริฐสุด "


ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2552

---------------------------------------------------

 

เทคนิคการมองโลกในแง่ดี

คนไทยสมัยนี้เครียดกันง่ายจัง วันๆ หนึ่งต้องพบกับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ กังวลใจ กันหลายๆ ครั้ง ไม่เหมือนกับคนไทยสมัยโบราณที่กว่าจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ โน่น..ต้องมีเสือบุกเข้ามากินวัว โจรบุกเข้ามาปล้น ถึงจะเกิดความเครียดกันทีหนึ่ง เรียกว่าวันๆ หนึ่งแทบจะไม่รู้จักความเครียดกันเลย ใบหน้าคนไทยสมัยก่อนจึงมีแต่รอยยิ้ม พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนมาจากวัฒนธรรมอื่นมาเห็นเข้าพากันแปลกใจว่าทำไมคนไทยอารมณ์ดีกันจัง ก็เลยตั้งชื่อว่าให้ว่า "สยามเมืองยิ้ม"

นอกจากนี้คนไทยยังมีวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ให้รู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่ต้องพบกับปัญหาหนักๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือร่องรอยวิธีคิดเหล่านี้อยู่ในนิสัยคนไทยทั่วๆ ไปบ้าง แต่บางคนก็ลืมไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก วันนี้เครือข่ายฯจึงขอนำวิธีคิดเหล่านี้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นพุทธ และ ให้มีความทันสมัย เหมาะกับคนยุคปัจจุบันมากขึ้น นำเสนอเป็นเทคนิควิธีคิดมองโลกในแง่ดีสำหรับคนยุคไอที ดังต่อไปนี้


ยามพบอุปสรรคในการทำงาน

ไม่เป็นไร..เอาใหม่ : คำพูดนี้สำคัญมากครับ เอาไว้ใช้อุทาน เวลาท่านต้องประสบกับปัญหาความล้มเหลวในการทำงานหรือ เจอข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เวลาเพื่อนร่วมงานทำงานผิดพลาด คำพูดนี้จะเป็นเครื่องปลอบใจและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำที่ทำให้จิตใจปล่อยวางจากปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นจากปัญหา คำว่า "เอาใหม่" เป็น คำพูดที่ปลุกคุณธรรมข้อ "วิริยะ" แปลว่า เพียรสู้งาน ปลุกใจให้เราคิดสู้ปัญหา ไม่ท้อถอย


ยามพบกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่พึงปรารถนา

โชคดีนะเนี่ย : ไม่ว่าคุณเจอะเจอกับความทุกข์กายทุกข์ใจอะไรในชีวิตประจำวัน ให้คิดเสียว่าสิ่งเลวร้ายที่เราต้องประสบทุกๆ ครั้ง มันไม่ได้ร้ายกาจจนถึงที่สุดแม้สักอย่างเดียว มันเป็นความ"โชคดี"ของเราจริงๆ ที่ไม่เจอหนักกว่านี้

ยกตัวอย่าง

เดินหัวชนเสาหัวปูด อุทานว่า "อูย ! ..โชคดีนะเรา หัวยังไม่แตก"
โดนตัดเงินเดือน พูดกับตัวเองว่า "เขาไม่ไล่เราออก ก็บุญแล้ว ถือว่ายังโชคดีนะเนี่ย"
ทำกาแฟร้อนๆ หกรดขากางเกง พูดกับตัวเองว่า "เหอ..ๆ โชคดี ที่มันไม่หกรดเป้ากางเกงเรา"


ยามมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เขายังดีนะ : เวลาคุณมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ เช่นเพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น บางคนอาจจะทำงานไม่ถูกใจ บางคนอาจจะทำอะไรผิดใจคุณ หรือ บางคนอาจจะมีเจตนาไม่ดีกับคุณ ให้คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็ยัง ไม่ได้ร้ายกาจถึงที่สุดกับคุณแต่อย่างใด มันยังมีแง่ดีๆ ให้เราคิดถึงเขาอยู่เสมอ

ยกตัวอย่าง

คนข้างบ้านนินทาเรา เราก็บอกกับตัวเองว่า โอ้... นี่เขายังดีนะที่ไม่ถึงกับมาดักทำร้ายเรา
มีคนมาขโมยปากกาที่โต๊ะทำงานเราไป เราก็คิดว่า เจ้าขโมยนี่ยังดี ที่ไม่ยกเครื่องคอมพ์เราไป
สาวหักอก เราก็คิดว่า เธอยังดีนะเนี่ย ที่ไม่ควงคู่แข่งมาเย้ยเราให้เจ็บใจหนักไปกว่านี้
เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เราก็คิดว่า เขาก็ยังดีที่ไม่ใส่ร้ายป้ายสีเราข้างหลัง

เทคนิคคิดเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เอ๊ะ...! ตรงนี้เราได้อะไร : เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้จิตตั้งแง่คิดเพื่อมุ่งหาความรู้ทันทีที่ได้พบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นาย ก. เดินตกท่อ ขาแข้งถลอก นาย ก. ทั้งๆ ที่เจ็บปวด กลับตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า เราเดินตกท่อตรงนี้ เราได้อะไร ! เท่านั้นเองคำตอบต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมามากมาย อาทิเช่น

. เราได้ดูแลรักษาตัวเองอีกแล้วดีจัง ไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน
. เราได้บทเรียนซาบซึ้งกับคำว่า "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง"
(เคยเดินมาดีๆ ทุกวัน วันนี้ใครกันดันมาเปิดฝาท่อ)
. มันทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวการทาแถบสีสะท้อนแสงตรงขอบท่อ เพื่อคนจะได้สังเกตเห็นได้แต่ไกลๆ

วิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย คือ แม้ว่าเราจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งคำถามเช่นนี้เป็นนิสัย เราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ มากมายจนบางครั้งเราอาจจะต้องนึกขอบคุณที่ได้เจอกับปัญหาบ่อยๆ เลยทีเดียว

ยังมีวิธีคิดมองโลกในแง่ดีอีกมากมายหลายวิธี ซึ่งเครือข่ายชาวพุทธกำลังค้นคว้าหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เพื่อประยุกต์เป็นวิธีคิดนำมาเสนอท่านโอกาสต่อไป อย่าลืมติดตามตอนที่ ๒ เร็วๆ นี้นะครับ สวัสดี

ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2552

-------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

11. กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม)

กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว แต่ไม่มีโอกาสให้ผล เรียกว่า “อโหสิกรรม"

คนเราเกิดมามักกระทำทั้งกรรมดี และกรรมชั่วสลับกันไปกรรมหลายอย่าง ที่เป็นกรรมชนิดที่ให้ผลในชาตินี้ เป็นกรรมทันตาเห็น ซึ่งเป็นผลหนักเบาต่างกัน เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว กรรมทันตาเห็น ประเภทหนักสุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ย่อมให้ผลก่อน แต่ให้ผลไปจนกระทั่งเราตายจากชาตินี้ไป กรรมทันตาเห็นประเภทรองๆ ลงไป ซึ่งเป็นกรรมที่ต้องให้ผลในชาตินี้เหมือนกัน เมื่อชาตินี้หมดไปแล้ว กรรมเหล่านี้ก็กลายเป็น อโหสิกรรมอย่างเช่น พระเทวทัต ได้ทำกรรมหนักไว้หลายอย่าง ที่ต้องให้ผลในชาติปัจจุบัน แต่เมื่อถูกธรณีสูบไปอย่างปัจจุบันทันด่วนเสียก่อน กรรมประเภทต้องให้ผลในชาติอย่างอื่น ก็เป็นอันไม่ได้ส่งผล เลยกลายเป็น อโหสิกรรมหรือ บางคนอาจจะสร้างความดีหลายๆ อย่าง ซึ่งจะค่อยๆ ให้ผล แต่ได้รับโชคดี เลื่อนฐานะยากจนกลายเป็นเศรษฐีอย่างทันตาเห็นในชั่วระยะเวลาข้ามคืน เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว กรรมอื่นๆ ประเภทต้องให้ผลชาตินี้ ก็กลายเป็น อโหสิกรรมกรรมหลายอย่าง ที่กระทำไว้ในชาตินี้ แต่เป็นกรรม ชนิดที่ให้ผลในชาติหน้า และได้กระทำไว้หลายอย่างด้วยกัน เมื่อกรรมชนิดหนักที่สุดให้ผลก่อนแล้ว จนกระทั่งหมดสิ้นชาติหน้าไปแล้ว กรรมที่ให้ผลชาติหน้า ชนิดที่รองลงไปก็ไม่มีโอกาสให้ผล กรรมเหล่านี้ก็กลายเป็นอโหสิกรรมอย่างเช่น อนันตริยกรรม ซึ่งมีกรรมสังฆเภท มีโทษหนักสุดเมื่อชักนำให้ไปเกิดเป็นสัตวนรก ในนิรยภูมิ (ซึ่งมีอายุยืนยาวมาก) แล้วอนันตริยกรรม ประเภทมีโทษรองลงไป หรือกรรมประเภทให้ผลชาติหน้าอื่นๆ ก็ไม่มีโอกาสให้ผล จนตลอดอายุชาติหน้า กรรมเหล่านี้จัดเป็น อโหสิกรรม คือ ไม่มีโอกาสให้ผลหรือผู้ที่ได้ฌานต่างๆ ตั้งแต่ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ฌาน 5 ฌาน 6 ฌาน 7 และฌาน 8 เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า คือตายแล้วไปเกิดเป็น พระพรหมผู้วิเศษ ซึ่งเป็นชั้นที่มีอานิสงส์มากที่สุด ส่วนอานิสงส์ของชั้นอื่นๆ ตั้งแต่ชั้นฌาน 1 ถึง 7 ไม่มีโอกาสให้ผล เพราะเสวยชั้นสูงสุดอยู่แล้ว อานิสงส์หรือกรรมของ ฌาน 1-7 นี้ก็กลายเป็น อโหสิกรรมสำหรับกรรมชนิดที่ให้ผลตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ถึงซึ่งพระนิพพานนั้น มีผลยืนยาวมากกว่ากรรมชนิดให้ผลในชาติปัจจุบัน และชนิดที่ให้ผลในชาติหน้า จึงไม่กลายเป็นอโหสิกรรม ได้ง่ายๆ ย่อมติดตามไปอย่างเหนียวแน่น และยาวนานในสมัยพุทธกาล ณ กรุงราชคฤห์ มีสาวโสภา บุตรเศรษฐีคนหนึ่งพอได้เห็นหน้าโจรที่ถูกจับประหารผ่านหน้าบ้าน ก็ให้เกิดอาการหลงรัก แล้วเจ็บป่วยอย่างกระทันหัน เศรษฐีผู้เป็นพ่อจึงไปซื้อโจรประหารมาให้เป็นสามีเมื่ออยู่กินเป็นสามีภริยา กันได้ระยะหนึ่ง สันดานโจรก็กำเริบจึงได้ลวงธิดาเศรษฐีขึ้นไปบนภูเขา เพื่อจะฆ่าให้ตายแล้วชิงทรัพย์ แต่ด้วยปัญญาไม่ทันเท่า จึงถูกธิดาเศรษฐีผลักตกลงหน้าผาถึงแก่ความตายธิดาเศรษฐีรู้สึกเบื่อหน่ายและกลัวบาปที่ตนได้ฆ่าสามี จึงไปบวชอยู่นอกศาสนาพุทธ แล้วก็เจนจบมีวิชา มีปัญญา ที่ใครๆ ก็ไม่อาจตอบปัญหา 1,000 ข้อ ของนางได้แต่เมื่อมาพระสารีบุตรได้แถลงไขในปัญหาเหล่านี้ได้ นางจึงได้ขอบวชเป็นพระภิกษุณี แล้วก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุดเมื่อนิพพานไปแล้ว กรรมที่ได้ฆ่าสามีไว้ จึงตามไม่ทันกลายเป็นอโหสิกรรมเพราะฉะนั้น การตัดกรรม การหนีกรรม จะกระทำได้ ก็ด้วยวิธีเหล่านี้ทั้งนั้น

การตัดกรรมของหลวงพ่อคง จัตตมโล แห่งวัดเขาสมโภชน์ ก็ดี การตัดกรรมของหลวงพ่อธรรมรส (หลวงพ่อคล้าย ฐิตธัมโม) แห่งสำนักสงฆ์น้ำตกธรรมรส อ. วังจันทร์ จ.ระยอง ก็ดี

หรือการสวดมนต์เจริญภาวนาตามแบบของหลวงพ่อจรัญ แห่งวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี ก็ดี หรือวิธีการตัดกรรมของอาจารย์ฤาษีสมพิศ ก็คือการสร้างทาน ศีล ภาวนา เพื่อตัดกรรม หนีกรรม นั่นเอง

 

ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2552

-------------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

11. กรรมที่ให้ผลชาติที่ 3 เป็นต้นไป (อปราปริยเวทนียกรรม)

กรรมหรือการกระทำไม่ว่าดี หรือชั่ว ที่มีพลังอำนาจส่งผลแก่ผู้กระทำ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป (ชาติปัจจุบันนับเป็นชาติที่ 1 ชาติหน้านับเป็นชาติที่ 2) ไม่ว่าจะเป็นชาติใด เมื่อกรรมประเภทนี้มีโอกาสเมื่อใดย่อมให้ผลเมื่อนั้น ดุจสุนัขล่าเนื้อ ตามทันเมื่อไรย่อมกัดเมื่อนั้น ไม่มีการลดละ ไม่มีการเป็นหมัน หรือกลายเป็นอโหสิกรรม จนกว่าจะได้ชดใช้กรรมนั้นแล้ว หรือจนกว่าผู้กระทำจักได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้วเท่านั้น จึงจักหมดฤทธิ์ไม่อาจติดตามต่อไปได้ เพราะท่านไม่เกิดอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะสำเร็จอรหันต์แล้วแต่ยังไม่ดับขันธ์ ก็ยังคงต้องมีโอกาสรับกรรมประเภทนี้อยู่อีกนั่นเองกรรมชนิดนี้เรียกว่า “อปราปริยเวทนียกรรม” เป็นกรรมที่มีพลังแรงและมีอายุยืนยาวกว่ากรรมใดๆในสมัยพุทธกาลได้มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในแดนไกล เมื่อถึงกาลออกพรรษา จึงได้โดยสารเรือข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาเฝ้าพระพุทธองค์ที่พระเชตวันมหาวิหาร ใกล้กรุงสาวัตถีเมื่อเรืออยู่กลางทะเลหลวง ก็ให้เกิดขัดข้องและไม่สามารถหาสาเหตุได้ ในสมัยนั้นก็มีความเชื่อกันว่า ต้องมีบุคคลอันเป็นกาลกิณีอยู่บนเรือ จึงได้ใช้วิธีจับฉลากหาบุคคลไม่พึงประสงค์ จึงจับฉลากกันอยู่สามครั้งเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า “ไม่ผิดตัวแน่”ในที่สุดนายเรือ ก็ได้จับหญิงกาลกิณี ซึ่งเป็นภริยาของตนถ่วงน้ำลงทะเล ตามมติความเชื่อ เพราะเป็นผู้จับ ฉลากกาลกิณี ได้ถึงสามครั้งเรือก็แล่นต่อไปได้เหตุการณ์ครั้งนั้น ก่อให้เกิดความสลดหดหู่ใจแก่พระภิกษุเหล่านั้นมาก เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วจึงได้สอบถามถึงกรรมของหญิงสาวนั้น ซึ่งพระองค์ก็ทรงเล่าให้ฟังอดีตกาลนานมาแล้ว นางได้เกิดเป็นหญิง และแต่งงานกับมานพหนุ่มผู้หนึ่ง นางเป็นคนขยัน ทำหน้าที่แม่บ้านได้เป็นอย่างดีวันหนึ่งได้สุนัขพเนจรมาตัวหนึ่ง จึงชุบเลี้ยงไว้ในบ้านด้วยใจอารี จนสุนัขนั้นมีความรักใคร่ในตัวนางยิ่งนัก ไม่ว่านางจะไปไหนมักติดตามไปด้วยเสมอ เวลาทำงานอยู่ที่บ้านมันก็จะนอนเฝ้าดูนางอยู่ใกล้ๆ ด้วยสายตาแห่งความภักดีเป็นหนักหนาขณะนำข้าวไปส่งสามีที่ไร่นา หรือไปเก็บผัก หักฟืนในป่า เจ้าสุนัขแสนรู้นี้จะวิ่งตามหลังนางไปทุกครั้ง จนเป็นที่รู้กันในหมู่บ้านแต่ก็มีเด็กหนุ่มวันรุ่นปากเปราะคึกคะนองล้อเลียนนางเป็นที่บัดสีใจอยู่เสมอ นางจึงไม่อยากให้สุนัขจอมซื่อสัตย์ติดตามนาง แต่ก็ทำยังไงได้ สุนัขก็คือสุนัข ถึงแม้นางจะไล่ตีไม่ให้มันตามหลายครั้งหลายหน มันก็ยังคอยติดตามระวังภัยอยู่เหมือนเดิมด้วยความโกรธและความละอาย นางจึงขาดสติ และได้วางแผนอุบาทว์ โดยการเอาหม้อใส่ ทรายผูกคอสุนัขแล้วผลักตกน้ำจนตายเมื่อนางตายไปก็ไปเกิดในอบายภูมิ แล้วต่อมาได้มาเกิดเป็นภริยาของนายเรือ จึงได้รับผลแห่งกรรมที่ตามมาทันในชาติปัจจุบันนี้สำหรับตัวอย่างกรรมฝ่ายดีนั้นก็มีดังนี้ยังมีอำมาตย์ข้าราชการคนหนึ่ง ได้เดินทางผ่านพระเจดีย์ใหญ่แห่งหนึ่ง เรียกว่า มหาเจดีย์ขณะนั้น ก็ให้รู้สึกมีจิตเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงไปเที่ยวหาดอกมะลิ แล้วน้อมนำไปบูชาพระมหาเจดีย์ พร้อมทั้งอธิษฐานว่า“ด้วยอนิสงส์ที่ได้บูชาพระมหาเจดีย์นี้ด้วยดอกมะลิอันขาวบริสุทธิ์ ขอให้ข้าพเจ้าจงประสบแต่ความสุขความเจริญ และขออุทิศส่วนกุศลนี้แด่พญายมราช หากมีตัวตนจริงก็จงได้อนุโมทนาในส่วนกุศลที่อุทิศให้ในครั้งนี้ด้วยเถิด”อำมาตย์ผู้นี้ทำการบูชาและอุทิศส่วนกุศลชนิดแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ชนิดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่า พญายมราชมีจริงหรือไม่ แต่ก็มีจิตผ่องแผ้วในการบูชามหาเจดีย์ครั้งนี้จากนั้นอำมาตย์ก็เดินทางต่อไป แล้วก็ลืมเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพราะตนเข้าใจว่าคงมีผลเล็กน้อยอำมาตย์นี้ก็เหมือนกับผู้คนในยุคปัจจุบันคือตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เลี้ยงดูครอบครัว บุตรภริยาไปตามประสาที่เห็นว่าโลกนี้น่าอยู่ ไม่เอาเปรียบใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ รักษาสิทธิของตนตามกฏหมาย เรียกว่า “บุญไม่ทำ กรรม(ชั่ว) ไม่สร้าง” ไม่ชอบเข้าวัด มองว่าพระเป็นผู้เอาเปรียบสังคม ตัวเองเป็นนายของตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง หาความสุข ชื่อเสียง เกียรติยศเฉพาะชาตินี้เท่านั้น ไม่สนใจชาติหน้า ผีสาง เทวดา เรื่อง อภินิหารต่างๆ ของจิต มองเป็นเรื่องงมงายกาลเวลาล่วงไป ชีวิตอำมาตย์ผู้นี้ก็ถึงกาลจบสิ้นลงธรรมดาคนที่ตายนั้น หากเป็นคนทำบาปไว้มาก ทำบุญไว้น้อย ขณะที่ขาดใจตายบาปที่ทำไว้มาก จึงมีโอกาสปรากฏได้ชัดเจน จึงไปอุบัติเกิดในขุมนรก แต่ถ้าเป็นคน ทำบุญไว้มาก ทำบาปน้อย บุญก็จะปรากฏชัดเจนในขณะจะตาย ซึ่งย่อมนำไปเกิดในโลกสวรรค์ส่วนคนที่ทำบุญและบาปไว้พอๆ กัน และทั้งบุญและบาปนั้นก็ไม่ใช่มีน้ำหนักมีความสำคัญมาก จึงไม่ปรากฏให้เห็นในขณะใกล้ตาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องไปเกิดใน ยมโลกนรก ซึ่งพญายมราช จะได้ไต่สวนหรือพิพากษาตามการกระทำของคนๆ นั้นเมื่อได้สอบถามวิญญาณอำมาตย์ก็ตอบและจำไม่ได้ว่าทำบุญและทำบาปอะไรไว้บ้างเมื่อเตือนความจำขึ้น อำมาตย์จึงระลึกได้

เท่านั้นแหละ ผลบุญก็ปรากฏขึ้น พาไปเกิดเป็นเทพยดาในสรวงสวรรค์ทันที

ประจำวันที่ 30 กันยายน 2552

-----------------------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

10. กรรมที่ให้ผลชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม)

กรรมที่ให้ในชาติหน้า หรือที่เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่บุคคลใดได้กระทำแล้วย่อมมีพลังอำนาจให้ผลในชาติหน้า อันเป็นชาติที่ 2 ต่อจากชาตินี้เรามักเข้าใจผิดกันเสมอว่า กรรมที่ให้ผลทันตาในชาตินี้เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจแรงกว่ากรรมชนิดอื่น เพราะให้ผลทันตาเห็น เป็นกรรมที่ติดจรวด ถูกอกถูกใจ ผู้ที่ชอบเห็นความพินาศของผู้อื่นกรรมที่ให้ผลชาตินี้ ถึงแม้จะให้ผลเร็ว แต่พลังอำนาจของมันก็หมดสิ้นลงในชาตินี้ ถ้านับอายุของคนก็คงไม่เกิน 100 ปี กรรมชนิดนี้ก็หมดสิ้นแล้วกรรมที่ให้ผลชาติหน้า ถึงแม้ว่าจะแลดูช้า แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าต้องได้รับกรรมประเภทนี้อย่างแน่นอน ไม่มีใครแซงคิวได้ ทำนองว่า “ช้า แต่ได้พร้าเล่มงาม” เหตุผลก็เพราะว่าเพราะกรรมประเภทนี้มักเป็นกรรมประเภท กรรมหนัก ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วถ้าเป็นฝ่ายชั่ว ก็เป็นประเภท อนันตริยกรรม เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด และประเภทหนักที่สุด คือทำสังฆเภท บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไปย่อมถูกพลังอำนาจของกรรมชักนำไปเกิดในนรกทันทีอันที่จริงเมื่อทำกรรมประเภทนี้แล้ว ผลแห่งกรรมก็ปรากฏให้เห็นในชาตินี้ด้วย แต่เป็นเพียงจิ๊บจ๊อย เท่านั้น กรรมที่ต้องรับในนรก มันแรงและแสนสาหัสกว่า และที่สำคัญไม่ใช่แค่ 100 ปี 200 ปีเท่านั้น ระยะเวลามันยาวนาน จนนับไม่ถ้วนเป็นหมื่นกัปแสนกัป นี่แหละจึงเรียกว่า มันมีพลังอำนาจแรงกว่าในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี มีพระราชกุมารทรงพระนามว่า พรหมทัตกุมาร และมีบุตรของปุโรหิตคนหนึ่ง มีชื่อว่า สังกิจจกุมาร ทั้งสองเป็นสหายสนิทกัน ถึงแม้ว่าจะมีฐานะแตกต่างกันเมื่อทั้งสองได้สำเร็จการศึกษา จาก ตักกศิลานคร พรหมทัตกุมาร ก็ได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราชแห่งพาราณสีมหานคร ส่วน สังกิจจกุมาร ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์คนสนิทแห่งเจ้าอุปราชผู้เป็นสหายแห่งตนวันหนึ่งเจ้าอุปราชเกิดมักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะได้ครอบครองสมบัติและอำนาจ จึงคิดปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดา แต่ก็ได้รับการทัดทานจาก อำมาตย์สังกิจจกุมาร เจ้าอุปราชก็หาได้ฟังคำทันทานไม่ กลับซ่องสุมผู้คนและกำลังอาวุธ จนในที่สุดก็ทำบาปหนัก ด้วยการปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดาของตนส่วนสังกิจจกุมาร เมื่อไม่อาจขัดขวางได้ ก็ได้ปลีกตัวไปบวชเป็นฤาษีในป่าใหญ่ เจริญภาวนาจนสำเร็จฌานอภิญญา สามารถจัดแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ และมีความรู้เหนือวิสัยคนธรรมดา ด้วยอำนาจแห่งอภิญญาที่ได้บรรลุเมื่อพรหมทัตกุมาร ทำการสำเร็จ ก็ยินดีปรีดากันอยู่ไม่นาน แต่การฆ่าบิดาอันเป็นกรรมหนัก อนันตริยกรรม จึงทำให้กษัตริย์องค์ใหม่ร้อนรุ่มกลุ้มพระทัย กลัวบาปกรรมนรกเป็นที่สุด จึงให้นึกถึงสหายเก่า และได้สืบเสาะค้นหา สังกิจจฤาษีเมื่อได้พบและ สังกิจจฤาษี ได้แสดงด้วยฤทธาให้เห็นถึงสภาพนรกต่างๆ กษัตริย์ผู้สำนึกบาปก็ได้บริจาคทานและรักษาศีลเป็นเนืองนิตย์ แต่ก็เป็นที่สังเวชใจยิ่งนัก เมื่อถึงกาลสิ้นพระชนม์พลังอำนาจของบาปกรรมที่ฆ่าพ่อก็ฉุดกระชากให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี

หันมาดูกรรมที่ให้ผลชาติหน้าฝ่ายดี กันบ้าง ก็เป็นกรรมประเภทที่ส่งผลแรงเช่นเดียวกัน นั่น ก็คือ การบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนสำเร็จตั้งแต่ ฌาน 1 เป็นต้นไป จนถึง ฌาน 8 ซึ่งเมื่อถึงกาลตายไป ก็จะเกิดใหม่ เป็นพระพรหมผู้วิเศษ ตามอำนาจของฌานชั้นที่บำเพ็ญได้

 

ประจำวันที่ 29 กันยายน 2552

----------------------------------------------

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

9. กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม)

กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือกรรมที่ให้ผลทันตา (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจให้ผลในชาตินี้เลยทีเดียว ไม่มีแรงกรรมไปถึงชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ มีทั้งที่ให้ผลทันตาภายในเจ็ดวัน (ปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) และหลังเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามภาพข้ามชาติคงให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น (อปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) ตัวอย่างเช่น ชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายมหาทุคคตะ ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่ องค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวันนั่นเอง

ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายปุณณะพร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่องค์พระสารีบุตรมหาเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดความร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวัน

ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ พร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระกัสสปสังฆเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาเจ็ดวัน

เหล่านี้คือกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายมในเจ็ดวันฝ่ายดี

ส่วนกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน ฝ่ายชั่ว ก็มีตัวอย่าง เช่นมานพผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นันทะ เป็นคนไร้สติปัญญามากด้วยโมหะจริต มีจิตคิดปฏิพัทธ์รักใคร่ใน พระอุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลส วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปปลุกปล้ำองค์พระอรหันต์ สำเร็จเป็น กรรมทันตาฝ่ายชั่ว ถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกภายในเจ็ดวันสมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะราชาธิบดี แห่งเทวทหะนคร ซึ่งเป็นพระราชบิดรองค์เจ้าชายเทวทัตและฟ้าหญิงยโสธรา ผู้มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้า ภายหลังได้เสวยน้ำจัณฑ์จนมีพระอาการมึนเมา แล้วเข้าปิดกั้นทางโคจรบิณฑบาตรแสดงอาการไม่เคารพขับไล่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สำเร็จ เป็นกรรมทันตาเห็น แล้วถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรก ภายในเวลาเจ็ดวันกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหลังจากเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามชาตินั้นที่กระทำแล้วในปฐมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในปฐมวัยนั่นเอง บางชนิดก็ให้ได้รับผล ในมัชฌิมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในตอน มัชฌิมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในตอนปัจฉิมวัยหรือที่กระทำแล้ว ในปัจฉิมวัย บางชนิดย่อมสามารถดลบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม ได้รับผลในปัจฉิมวัย

รวมความว่ากรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อว่าโดยเวลาที่ให้ผลแล้ว ก็อาจแบ่งได้โดยการให้ผลเร็วหรือช้าเป็นสองเวลาด้วยกัน คือ กรรมทันตาเห็น ที่ถึงความแก่กล้าแล้ว กรรมชนิดนี้ให้ผลอย่างรวดเร็วภายในเจ็ดวันนั่นเอง และกรรมที่ยังไม่เข้าถึงความแก่กล้า กรรมชนิดนี้ให้ผลช้า คือล่วงเจ็ดวันไปแล้ว อาจจะเป็นหลายปี หลายเดือน หรือพ้นจากวัยหนึ่ง ไปจนถึงอีกวัยหนึ่งก็ได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม เมื่อได้ชื่อว่าเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็ย่อมไม่มีโอกาสให้ผลข้ามภพข้ามชาติไปเป็นอันขาด ย่อมมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่เฉพาะในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า กรรมชนิดนี้เป็นกรรมที่มีพลังอ่อน เนื่องด้วยไม่ได้รับอุปการะจากปัจจัยอื่น ฉะนั้น จึงมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น หากว่าในชาติปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว กรรมนี้ก็จะกลายเป็น อโหสิกรรม ไปทันที

กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันที่สามารถดลบันดาลให้ปรากฏผลนั้น เพราะ

  1. ไม่ได้ถูกเบียดเบียนจากกรรมลักษณะเดียวกันกับฝ่ายตรงข้าม เช่น ทำกรรมนี้ฝ่ายดี แล้วไม่ได้ถูกเบียดเบียนจากกรรมลักษณะนี้ฝ่ายชั่ว มีกำลังมาก เพราะมีปัจจัยพิเศษเสริม เช่น เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเกิดในสมัยที่พระราชาและผู้ปกครองประเทศสนใจธรรมะ มีกำลังหนักแน่น มีความกล้าและอดทน พยายามอย่างมาก จิตจึงมีกำลังมาก มีพลังหนักแน่น
  2. กระทำต่อบุคคลพิเศษ เช่น พระอรหันต์ ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ

ตัวอย่างการให้ทานที่ให้ผลทันตาในชาตินี้

  1. ผู้รับ จะต้องเป็นผู้ทรงคุณพิเศษเหนือบุคคลธรรมดา เช่น เป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ของถวาย จะต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ฉ้อโกง ลักขโมยมา
  2. มีเจตนาแรงกล้าในการถวายทาน ทั้งก่อนถวาย ขณะกำลังถวาย และภายหลังการถวายแล้ว

เพราะฉะนั้นท่านใดประสงค์จะให้รับผลบุญกุศลอย่างทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน หรือในระยะเวลาอันใกล้ ก็พยายามแสวงหาและตั้งจิตตั้งใจให้อยู่ในข่ายของกรรมชนิดนี้ ก็คงสมใจครับ

ประจำวันที่ 24 กันยายน 2552

-------------------------------------------------------------------------

 

เข้าสู่คลังธรรมมะโซน วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2

 

กลับสู่หน้าหลัก