วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2

---------------------------------------------------------------------

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

9. กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม)

กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือกรรมที่ให้ผลทันตา (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจให้ผลในชาตินี้เลยทีเดียว ไม่มีแรงกรรมไปถึงชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ มีทั้งที่ให้ผลทันตาภายในเจ็ดวัน (ปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) และหลังเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามภาพข้ามชาติคงให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น (อปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) ตัวอย่างเช่น ชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายมหาทุคคตะ ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่ องค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวันนั่นเอง

ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายปุณณะพร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่องค์พระสารีบุตรมหาเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดความร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวัน

ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ พร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระกัสสปสังฆเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาเจ็ดวัน

เหล่านี้คือกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายมในเจ็ดวันฝ่ายดี

ส่วนกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน ฝ่ายชั่ว ก็มีตัวอย่าง เช่นมานพผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นันทะ เป็นคนไร้สติปัญญามากด้วยโมหะจริต มีจิตคิดปฏิพัทธ์รักใคร่ใน พระอุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลส วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปปลุกปล้ำองค์พระอรหันต์ สำเร็จเป็น กรรมทันตาฝ่ายชั่ว ถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกภายในเจ็ดวันสมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะราชาธิบดี แห่งเทวทหะนคร ซึ่งเป็นพระราชบิดรองค์เจ้าชายเทวทัตและฟ้าหญิงยโสธรา ผู้มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้า ภายหลังได้เสวยน้ำจัณฑ์จนมีพระอาการมึนเมา แล้วเข้าปิดกั้นทางโคจรบิณฑบาตรแสดงอาการไม่เคารพขับไล่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สำเร็จ เป็นกรรมทันตาเห็น แล้วถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรก ภายในเวลาเจ็ดวันกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหลังจากเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามชาตินั้นที่กระทำแล้วในปฐมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในปฐมวัยนั่นเอง บางชนิดก็ให้ได้รับผล ในมัชฌิมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในตอน มัชฌิมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในตอนปัจฉิมวัยหรือที่กระทำแล้ว ในปัจฉิมวัย บางชนิดย่อมสามารถดลบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม ได้รับผลในปัจฉิมวัย

รวมความว่ากรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อว่าโดยเวลาที่ให้ผลแล้ว ก็อาจแบ่งได้โดยการให้ผลเร็วหรือช้าเป็นสองเวลาด้วยกัน คือ กรรมทันตาเห็น ที่ถึงความแก่กล้าแล้ว กรรมชนิดนี้ให้ผลอย่างรวดเร็วภายในเจ็ดวันนั่นเอง และกรรมที่ยังไม่เข้าถึงความแก่กล้า กรรมชนิดนี้ให้ผลช้า คือล่วงเจ็ดวันไปแล้ว อาจจะเป็นหลายปี หลายเดือน หรือพ้นจากวัยหนึ่ง ไปจนถึงอีกวัยหนึ่งก็ได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม เมื่อได้ชื่อว่าเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็ย่อมไม่มีโอกาสให้ผลข้ามภพข้ามชาติไปเป็นอันขาด ย่อมมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่เฉพาะในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า กรรมชนิดนี้เป็นกรรมที่มีพลังอ่อน เนื่องด้วยไม่ได้รับอุปการะจากปัจจัยอื่น ฉะนั้น จึงมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น หากว่าในชาติปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว กรรมนี้ก็จะกลายเป็น อโหสิกรรม ไปทันที

กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันที่สามารถดลบันดาลให้ปรากฏผลนั้น เพราะ

  1. ไม่ได้ถูกเบียดเบียนจากกรรมลักษณะเดียวกันกับฝ่ายตรงข้าม เช่น ทำกรรมนี้ฝ่ายดี แล้วไม่ได้ถูกเบียดเบียนจากกรรมลักษณะนี้ฝ่ายชั่ว มีกำลังมาก เพราะมีปัจจัยพิเศษเสริม เช่น เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเกิดในสมัยที่พระราชาและผู้ปกครองประเทศสนใจธรรมะ มีกำลังหนักแน่น มีความกล้าและอดทน พยายามอย่างมาก จิตจึงมีกำลังมาก มีพลังหนักแน่น
  2. กระทำต่อบุคคลพิเศษ เช่น พระอรหันต์ ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ

ตัวอย่างการให้ทานที่ให้ผลทันตาในชาตินี้

  1. ผู้รับ จะต้องเป็นผู้ทรงคุณพิเศษเหนือบุคคลธรรมดา เช่น เป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ของถวาย จะต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ฉ้อโกง ลักขโมยมา
  2. มีเจตนาแรงกล้าในการถวายทาน ทั้งก่อนถวาย ขณะกำลังถวาย และภายหลังการถวายแล้ว

เพราะฉะนั้นท่านใดประสงค์จะให้รับผลบุญกุศลอย่างทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน หรือในระยะเวลาอันใกล้ ก็พยายามแสวงหาและตั้งจิตตั้งใจให้อยู่ในข่ายของกรรมชนิดนี้ ก็คงสมใจครับ

ประจำวันที่ 24 กันยายน 2552

-------------------------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

8. กรรมที่สักแต่ว่าทำหรือกรรมไม่เจตนา (กตัตตากรรม)

กรรมที่สักแต่ว่าทำ โดยผู้กระทำไม่มีเจตนา ไม่ได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ คล้ายกับว่า ไม่เต็มใจทำ เรียกว่า กรรมไม่เจตนา หรือ กตัตตกรรมเด็กทารกนั้น ยังไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ย่อมทำอะไรโดยไม่มีเจตนา หรือมีเจตนาอ่อน เมื่อมารดาอุ้มไว้บนตัก ก็แตะถีบหยิกข่วนมารดาไปตามประสาทารก อย่างนี้เป็น กรรมไม่เจตนาฝ่ายชั่ว และก็ต้องย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นชายผู้หนึ่งมีอาชีพทำนา วันหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองได้พากันไปทำบุญ และทำการสักการบูชาแด่พระพุทธเจ้า และได้ชักชวนชาวนาผู้นี้ด้วย แต่ชาวนาผู้นี้กลับมีความเห็นผิด มองเห็นว่า การไปทำบุญนั้นเป็นการเสียประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน เสียเวลาไถนา แต่เมื่อถูกชักชวนหว่านล้อม มากๆ ก็เลยพูดประชดออกไป โดยไม่มีเจตนาดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าดีจริง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าท่านสามารถมาจับหางไถ ไถนาได้อย่างเราเมื่อไรนั่นแหละ จึงจะไปทำบุญด้วย”

เหมือนกับยุคปัจจุบัน ที่มีผู้มาบอกบุญบ่อยๆ ด้วยความไม่อยากทำบุญ ก็จะพูดประชดประชัน และบางทีก็พาลหาเรื่อง กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเลยก็มี สำหรับตัวอย่างก็มีเช่นได้มีผู้ศรัทธาสร้างผ้าคลุมเจดีย์ไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับจารึกตัวอักษรไว้อย่างชัดเจน“อุทิศถวายพระเจดีย์”ต่อมาได้มีพายุฝน หอบเอาผ้าผืนนี้ ไปตกบนที่นาแปลงหนึ่ง ครั้นเจ้าของนามาเห็นเข้า แทนที่จะนำไปคืนพระเจดีย์ กลับนำมาทำเป็นผ้าห่มด้วยถือสิทธิ์ว่าสมบัติสวรรค์ โดยไม่ได้มีเจตนาไปลักขโมยมา แต่ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่วเศรษฐีผู้หนึ่ง เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมบริจาคทาน หรือสละทรัพย์ให้แก่ใคร และแม้แต่ตัวเองก็ไม่ยอมใช้จ่ายทรัพย์หากไม่จำเป็น จริงๆ อาหารที่บริโภคก็เป็นอาหารเลวๆ เสื้อผ้าที่ใช้ก็ปอนๆ ขาดกระรุ่งกระริ่ง รถราก็ใช้แต่รถเก่าๆ เมื่อมีเพื่อนเตือนให้รู้จักทำบุญสุนทานเสียบ้าง ก็จะบอกว่า “ขี้เหนียว ไม่ผิดกฏหมาย” ครั้นตายไปก็เกิดเป็นงูเหลือมเฝ้าทรัพย์และแม้แต่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเขาถวายข้าวสารอาหารแห้ง ให้เป็นของสงฆ์ หรือที่เราเรียกว่า สังฆทาน แต่กลับนำของนั้นมาใช้หรือนำไปให้ผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์ ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่ว พาไปสู่ ทุคติลองมาดู กตัตตกรรมฝ่ายดีบ้างกบน้อยตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าที่กำลังแสดงธรรม ก็เกิดความซาบซึ้งยินดีในน้ำเสียงนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความเข้าใจในเนื้อความ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาปเหมือนกับพวกเราชาวพุทธ ที่ฟังพระสงฆ์สวดมนต์ ก็ให้รู้สึกปลื้มปีติจิตแน่วแน่ หารู้ความหมายในเสียงสวดมนต์นั้นไม่ แต่ก็รู้สึกเพลิดเพลินในใจมีความสุข อย่างนี้เป็นกตัตตกรรมฝ่ายดี เมื่อตายไปสามารถพาไปสู่ สุคติได้การจับมือลูกหลานให้ถือทัพพีใส่บาตรพระ การจับมือเด็กให้ประนมมือไหว้พระ หรือสอนให้ภาวนา พุทโธๆๆ ซึ่งทารกเหล่านั้นก็แสดงกิริยาบุญไปอย่างนั้นเอง หาได้รู้ว่าหรือมีเจตนาว่าเป็นสิ่งดีมีคุณเป็นบุญเป็นกุศล เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทอง นกสาลิกา สอนให้พูดภาษาคนได้ สอนให้สวดมนต์ได้ก็จัดเป็น กตัตตกรรมฝ่ายดีงูเหลือมใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า และได้มีพระสงฆ์ไปท่องสวดมนต์อยู่ทุกๆ วัน งูเหลือมนั้นก็ชอบใจในเสียงสวดมนต์ ตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน กุศลกรรมนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดีนกเค้าแมวตัวหนึ่ง ได้แลเห็นพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรด้วยอาการสำรวม สง่างาม ก็มีจิตรักใคร่ชอบใจ จึงออกบินไปส่งครึ่งทาง เป็นประจำตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ ณ ถ้ำที่นกเค้าแมวตัวนี้อาศัยอยู่ ไม่แต่เท่านั้น วันหนึ่งในเวลาเย็นใกล้ค่ำ ขณะตะวันกำลังสาดแสงสีเหลืองแดง นกเค้าแมวตัวนี้ถึงกับบินออกจากซอกถ้ำ ไปยืนอยู่หน้าพระพุทธองค์ พร้อมยกปีกซ้ายขวาประหนึ่งถวายความเคารพ ทั้งๆ ที่ไม่รู้บุญรู้บาป แต่กระทำไปเพราะอยากจะทำ อย่างนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี ที่นำไปสู่สุคติได้มีบุคคลอยู่จำพวกหนึ่ง ประเภทบุญไม่ทำ กรรม (ชั่ว) ไม่สร้าง ไม่ทำอะไรให้เดือนร้อนคนอื่น แต่ก็ไม่ยอมให้คนอื่นมาละเมิดสิทธิของตนก็จัดอยู่ใน กตัตตกรรม นี้เหมือนกัน จะดีหรือชั่ว ก็แล้วแต่เหตุการณ์และการกระทำของเขาบรรดาสัตว์บุคคลทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ย่อมต้องสร้างกตัตตกรรมนี้ทุกคน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับการให้ผลของกรรมกตัตตกรรม นี้เนื่องจากเป็นกรรมที่มีพลังอ่อนไม่มีเจตนาจึงไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านใดไม่มี ครุกรรม (กรรมหนัก) อาสันนกรรม (กรรมก่อนตาย) อาจิณณกรรม (กรรมทำเป็นประจำ) แล้ว กตัตตกรรม (กรรมไม่เจตนา) นี้ก็จะให้ผล อาจเป็นชาตินี้ หรือว่าชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ก็ได้ครับ

ประจำวันที่ 22 กันยายน 2552

----------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

7. กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม)

กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกันคนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วตั้งหน้าตั้งตากระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ ทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เป็นประจำ พูดโกหกพกลม ด่าว่า พูดให้ร้ายผู้อื่นอยู่เป็นประจำ คิดพยาบาท อิจฉาริษยา โลภมากอยู่เป็นประจำ ทำให้กลายเป็นคนสันดานเสีย พอกพูนความไม่ดีไว้มากมาย วันไหนถ้าไม่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ กรรมชั่วที่พอกพูนไว้เสมอเหล่านี้ เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายชั่วหรือผู้ที่กระทำความชั่วร้ายแรง โดยเมื่อแรกคิดว่าจะทำก็ทำด้วยความโกรธอย่างรุนแรง แล้วทำร้ายฆ่าฟันด้วยกำลังความแค้น กำลังความโกรธ และขนาดกระทำจนสมใจแล้วก็ยังไม่สิ้นโกรธสิ้นแค้น เวลาเลยไปนานแสนนานเพียงใรก็ยังไม่หายแค้น คิดขึ้นมาเมื่อไรก็ให้แค้นเมื่อนั้น ไม่หายโกรธ ไม่หายแค้น แล้วจิตก็มักคิดย้อนถึงการกระทำนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยความคลั่งแค้นใจ นับว่าเป็นสิ่งกินใจที่ทำให้ขัดแค้นไม่รู้หมดรู้สิ้นอย่างที่เป็นข่าวโด่งดังในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างเช่นผู้ที่ชอบ กระแนะกระแหน ด่าว่าผู้อื่น ไม่มีใครดีในสายตาท่าน ยกเว้นตัวท่าน และคนที่เห็นด้วยกับท่าน คนที่มีใจเป็นบุญกุศล มักชอบทำความดี ทั้งกาย วาจา และใจ ชอบทำบุญสุนทาน ใส่บาตรพระทุกวัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อรับศีล 5 แล้วก็ตั้งใจรักษาศีลไว้ไม่ให้ขาดหรือด่างพร้อย วันพระวันโกนก็ตั้งใจรับศีล 8 แล้วก็รักษาให้บริสุทธิ์ด้วยดี เมื่อเป็นชี เป็นพระสงฆ์ เป็นสามเณรก็พยายามรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอไม่ให้ขาด อีกทั้งหมั่นประกอบการกุศลในการเจริญภาวนาฝึกสมาธิ และเจริญวิปัสสนา บำเพ็ญปฏิบัติไปตามความสามารถแห่งตน ตั้งหน้า ตั้งตาสร้างกุศลผลบุญอยู่เนืองนิตย์ ไม่ว่างเว้นกรรมดีที่พยายามสร้างพอกพูนไว้ในสันดานของตนอยู่เรื่อยๆ เหล่านี้เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายดี หรือกรรมที่ทำเป็นประจำฝ่ายดีสำหรับผู้ที่กระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วอยู่เป็นประจำ หรือเป็นคนดีแต่เคยทำชั่วไว้อย่างหนึ่งจนไม่อาจลืมได้ เป็นสิ่งที่ฝังใจอยู่ตลอดเวลา คิดขึ้นมาก็เศร้าหมองใจทุกครั้งไป หรือเป็นคนชั่วแต่ก็เคยได้ทำบุญกุศลด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ประทับใจมิรู้ลืม เมื่อจะไปเกิดใหม่ก็ขึ้นอยู่กับ แรงของอาจิณณกรรมของทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วขณะใกล้ตาย จะชักนำไปทางไหนถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดี มีกำลังแรงกล้ามากกว่า ก็จะไปสุคติถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว มีกำลังแรงกว่า ก็จะไปทุคติยกตัวอย่างเช่น พระราชาที่ต้องรบทัพจับศึก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินและผู้คนก็ปล้นชิง ทำให้เกิดความลำบากความทุกข์แก่ฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงใฝ่ใจการกุศล ทำนุบำรุงช่วยเหลือประชาชน สมณะชีพราหมณ์อยู่เป็นประจำหรือพระราชินีที่เป็นผู้มีเมตตา ทำบุญทำกุศลอยู่เสมอ แต่ต้องส่งเสริมอาชีพให้ชาวประชาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งทำให้ชีวิตของตัวไหมต้องสูญสิ้นไป

อย่างนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่า อาจิณณกรรมฝ่ายไหนจะแรงกว่ากัน ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดีมีพลังอำนาจแรงกว่า ก็ได้ไปสุคติ แต่ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่วมีพลังแรงกว่าก็ได้ไปสู่ทุคติ

ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2552

----------------------------------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

6. กรรมใกล้ตาย (อาสันนกรรม)

กรรมใกล้ตาย เรียกว่า อาสันนกรรม ได้แก่กรรมที่กระทำก่อนใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกรรมที่เคยกระทำไว้ในเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วกรรมใกล้ตายนี้มีพลังอำนาจเป็นที่ 2 รองจาก กรรมหนัก (ครุกรรม)คนบางคนเอาแต่โมโหโกรธาเป็นที่ตั้ง ทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ทั้งชกต่อยเตะถีบด้วยหมายฆ่าฟันผู้อื่นด้วยฤทธิ์โทโสแต่ฝีมือสู้เขาไม่ได้ จึงถูกฆ่าเป็นผีตายโหง ขณะกำลังโมโหโกรธาอยู่ทีเดียว อย่างนี้เป็น กรรมใกล้ตายฝ่ายชั่ว ย่อมไปสู่ ทุคติบางคนกำลังประกอบมิจฉาชีพอยู่ จะเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ ก็ดี แล้วถูกเจ้าทรัพย์หรือตำรวจยิงตาย ก็เป็นกรรมใกล้ตายฝ่ายชั่ว เช่นเดียวกัน และไปสู่ ทุคติ อย่างแน่นอนหรือบางคนตอนใกล้จะตาย ใจมัวแต่คิดห่วงสมบัติ ห่วงคนโน้น คนนี้ ด้วยกังวลและหงุดหงิด แถมยังโมโหอีกด้วย เหล่านี้ เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายชั่ว มีทุคติเป็นที่ไปทุคติคือ ภพของ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรกบางคนเป็นคนดี ใฝ่กุศลอยู่เสมอ แต่เคยได้กระทำความไม่ดีไว้ในอดีตแล้วก็ลืมไปสิ้น ครั้งก่อนใกล้ตาย จิตพลันไปนึกถึงความไม่ดีนั้นจนจิตใจเศร้าสร้อย จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ก็เป็น กรรมก่อนตายฝ่ายชั่วเหมือนกัน มีพลังอำนาจพาไปสู่สุคติ ทันทีบุคคลที่กระทำความดีอย่างสม่ำเสมอ และก่อนตายจิตก็ระลึกถึงความดีที่กระทำมาได้ กรรมก่อนตาย อย่างดี เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี มีสุคติเป็นที่บางคนตั้งแต่เกิดมาไม่ค่อยสนใจในบุญกุศล แต่ภายหลังเกิดศรัทธาคิดสร้างบุญใหญ่ เช่น ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างศาลา พิมพ์หนังสือธรรมะ รักษาศีล เจริญวิปัสสนา จิตเพลิดเพลินอยู่ในบุญกุศลเหล่านี้ โดยที่จะสร้างเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จก็ตามจนถึงวาระสุดท้าย เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี มีสุคติเป็นที่ไปหรือแม้แต่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วย รู้ว่าตัวเองไม่รอดแล้วเกิดใจคอไม่ดี เพราะขณะยังแข็งแรงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่นั้นไม่เคยสนใจสร้างบุญกุศลเลย จึงคิดอยากทำบุญขึ้นมาทันใด โดยให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาเพื่อถวายทานบ้าง รักษาศีลบ้าง ฟังธรรมบ้าง ฝึกสมาธิบ้าง เจริญวิปัสสนาบ้างแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ค่อยได้ทำบุญสักเท่าไร แต่ก็เคยได้ทำบุญไว้บ้างนานแล้ว ลืมไปแล้ว แต่ว่าตอนใกล้ตายกลับระลึกถึงคุณงามความดีนั้นได้ ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเหล่านี้ เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี

สามารถไปสู่สุคติได้ สุคติ ก็คือ ภพ มนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน

 

ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2552

--------------------------------------------------------------------------------------------------

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

5. กรรมหนัก (ครุกกรรม)

กรรมหนัก หรือครุกกรรม เป็นกรรมที่พลังอำนาจมากให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และไม่มีกรรมใดมาขวางกั้นได้ มีพลังแรงอย่างทันตาเห็นในชาติปัจจุบันและสามารถส่งผลถึงชาติหน้าได้ ในส่วนชั่ว หรือบาปหนัก นั้น เรียกว่า อนันตริยกรรม ซึ่งมีอยู่ห้าประการด้วยกัน คือ

  1. สังฆเภท คือการที่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูป ได้กระทำการทำให้คณะสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปมีความเห็นผิดตามคำยุยงแห่งตนไปกระทำสังฆกรรมต่างหาก ไปสวดพระปาติโมกข์ต่างหาก ผู้ทำสังฆเภทได้นั้น หมายเฉพาะ พระสงฆ์ เท่านั้น แต่ถ้าผู้กระทำเป็นสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธทั่วไป หรือคนภายนอกพุทธศาสนา นักปราชญ์ ขี้เหล้าเมายา ทิดบาเรียนทั้งหลาย ไม่จัดอยู่ในบาปหนัก ในข้ออนันตริยกรรมนี้ แต่บาปหนักนั้นก็เสมออนันตริยกรรม ในบรรดาอนันตริยกรรมนี้ สังฆเภทเป็นกรรมที่หนักที่สุด ให้ผลก่อนอนัตริยกรรม ประเภทอื่น และสิ้นสุดลงในชาติหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากได้ทำ อนันตริยกรรม ไว้หลายอย่าง ก็จะได้รับผลของ สังฆเภท อันเป็นกระทงที่หนักที่สุด และอนันตริยกรรมประเภทอื่นก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม เมื่อสิ้นวาระของชาติหน้า
  2. โลหิตปาท คือ การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเกิดอาการห้อเลือดขึ้นไป ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัต ได้เป็นผู้กระทำ อนันตริยกรรมข้อ โลหิตปาท นี้จนถูกธรณีสูบตกนรกอเวจีไป ในสมัยปัจจุบัน ก็มีบาปหนักเสมออนันตริยกรรม แต่ไม่ใช่อนันตริยกรรม กล่าวคือผู้มีเจตนาชั่วร้ายใฝ่หากรรมอันเป็นบาปหยาบช้า ทำลายล้างวัตถุที่พระพุทธเจ้า เช่น ทำลายพระพุทธรูป ทำลายเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำลายต้นไม้มหาโพธิ์ นี่เองที่คนโบราณจึงไม่กล้าทำลายพระพุทธรูป หรือพระเครื่องถึงแม้ว่าจะแตกหักแล้วก็ตาม แต่ผู้มีบาปมากไม่กลัว สามารถตัดเศียรพระพุทธรูปได้ อย่างที่อยุธยา หรือทำลายทุบตัดแขนขา หรืออย่างที่พม่าเผาผลาญ พระพุทธรูปและเจดีย์เพื่อจะเอาทองคำ ในคราวสมัยอยุธยาแตก
  3. อรหันตฆาต หรือ การฆ่าพระอรหันต์ บุคคลผู้ใดมีเจตนาชั่วร้าย ฆ่าพระอรหันต์ ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ฆาตทั้งนั้นคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมวิเศษ เป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระสงฆ์ ผู้ใดฆ่าก็เป็นอนันตริยกรรม และถึงแม้ขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถูกทำร้ายด้วยอาวุธหรือยาพิษในน้ำดื่มหรืออาหาร เกิดทุกขเวทนา แล้วท่านได้กำหนดเอาทุกขเวทนามาเป็นบาทแห่งวิปัสสนา จนเกิดมรรคผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วดับผลสู่นิพพาน ผู้ทำร้ายย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ อย่างไรก็ตาม ผู้ฆ่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ถึงแม้จะไม่ได้ชื่อว่า เป็นอรหันตฆาต แต่ก็มีบาปหนักเสมอ อนันตริยกรรม
  4. มาตุฆาต คือ การฆ่าแม่บังเกิดเกล้า เท่านั้น แม่เลี้ยง แม่บุญธรรม แม่ยาย ไม่เข้าข่ายเป็นมาตุฆาต และต้องเป็นการฆ่าของลูกมนุษย์ต่อแม่มนุษย์เท่านั้น การที่สัตว์เดรัจฉานฆ่าพ่อแม่ของตนนั้นไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม การฆ่าแม่นั้นถึงแม้ว่าจะสำคัญผิดหรือไม่รู้ก็จัดเป็นอนันตริยกรรม
  5. ปิตุมาต หรือการฆ่าพ่อบังเกิดเกล้า นัยเดียวกันกับ มาตุฆาต แต่ต่างกันตรงที่กรรมหนักใดจะเป็นผู้ให้ผลก่อน ธรรมดาแม่เป็นผู้อุ้มท้องลูกในครรภ์ และมีใจอ่อนโยนเอื้อเอ็นดูอุ้มชูเลี้ยงลูก ได้รับความลำบากมากกว่าพ่อ ถึงจะชั่วช้าเลวทรามขนาดไหน ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณแก่ลูกมากอยู่ดี เพราะฉะนั้น ถ้า แม่กับพ่อ เป็นคนดีมีศีลธรรมเสมอกัน มาตุฆาต ย่อมให้ผลก่อนปิตุฆาต ยกเว้นในกรณีที่พ่อ เป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลธรรมมากกว่า แม่ เท่านั้น ปิตุฆาต จึงจะให้ผลก่อนมาตุฆาต

อนันตริยกรรม มีพลังโทษมาก เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว และภายหลังรู้สึกสำนึกตนหวังให้พ้นทุกข์โทษในอเวจีมหานรก ด้วยการสร้างกุศลบุญใหญ่ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอ ถึงแม้ว่าจะสร้างเจดีย์ทองคำสูงใหญ่ มากมายเต็มจักรวาล หรือจะถวายทานแก่พระสงฆ์ที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ หรือโชคดีพบพระพุมธเจ้าแล้วเข้าอุปฏฐากใกล้ชิดจนสิ้นชีพ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะลบล้าง อนันตริยกรรม ทั้งห้านี้ได้สำหรับครุกรรมส่วนดีนั้น เรียกว่าบุญหนัก ได้แก่ การบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนถึงระดับ ปฐมฌาน จนถึง จตุตถฌาน ซึ่งเป็นรูปฌาน และบำเพ็ญอรูปฌาน จนถึงระดับ อากาสานัญจายตนะ (เพ่งอากาศ) วิญญาณัญจายตนะ (เพ่งวิญญาณ) อากิญจัญญายตนะ (เพ่งความว่าง) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เพ่งความหลุดมิหลุดแหล่) ตามลำดับ

ซึ่งพลังอำนาจของการบำเพ็ญฌานที่สูงกว่า ย่อมให้ผลก่อน แต่การสำเร็จอรหันต์ ย่อมเหนือกว่า

ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2552

-------------------------------------------------------------------

 

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

4. กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรมหรืออุปเฉทกกรรม)

กรรมใดที่ทำหน้าที่ฆ่ากรรมอื่นให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่า “กรรมตัดรอน” หรือ “อุปฆาตกกรรม”พลังอำนาจของ กรรมตัดรอน ก็มีสองอย่างเช่นเดียวกัน คือกรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายชั่ว มีหน้าที่ตัดกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตนให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนอย่างเช่น บุคคลที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือ เป็นที่นับถือแห่งมหาชนทั้งปวง แต่ครั้งกรรมตัดรอนฝ่ายชั่วตามมาทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจ ให้เกิดภัยพิบัติอันตรายต่างๆ ยับเยิน ดังถูกพะเนินทุบตีถึงความพินาศในชั่วพริบตา หรือล้มตายหมดอายุ ในชั่วครูเดียว ทั้งๆ ที่ยังไม่น่าจะตายเลยอย่างภาวะเศรษฐกิจ IMF ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรานั้น ใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดขึ้นเอง ต้องมีเหตุมีปัจจัย การโกง การคอรัปชั่น ในวงการทุกวงการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเมือง วงการธนาคาร และวงการเศรษฐกิจ เมื่อถึงเวลากรรมให้ผล พลังอำนาจของมันจึงทำให้เศรษฐีกลายเป็นยาจกกันระเนระนาดเงินหมื่นล้าน แสนล้านหายแวบไปในชั่วพริบตา ประชาชนทั่วไปเดือนร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า อันเป็นผลจาก กรรมรวม หรือกรรมร่วม ของคนทั้งประเทศที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการเงินไว้พระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์ มีพระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางเวทหขันธเทวี เมื่อทรงพระครรภ์ มีพระอาการแพ้ท้องอยากดื่มโลหิตพระเจ้าพิมพิสาร แต่ก็ทรงเกรงกลัวและละอายพระทัยจึงสู้อดกลั้น จนพระวรกายซูบผอมพระเจ้าพิมพิสาร ทรงแปลกพระทัย จึงตรัสถามอยู่เนืองๆ จนรู้ความ จึงได้สละโลหิตประทานให้ พระอาการแพ้ท้องจึงระงับลง ฝ่ายโหราจารย์ก็ได้ทำนายว่า “พระราชโอรสองค์นี้ จักเป็นศัตรูกับพระราชบิดา”พระราชโอรส จึงได้พระนามว่า “เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร” ซึ่งแปลว่า “ยังไม่ประสูติก็เป็นศัตรูกับพระบิดาเสียแล้ว”พระมเหสีทรงเสียพระทัย จึงพยายามให้นวดเฟ้นทำแท้ง แต่พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งตั้งอยู่ในภมิโสดาบัน อริยบุคคลขั้นแรก ก็ได้ทัดทานไม่ให้กระทำบาปลงไปครั้นพระราชโอรสประสูติ พระราชาธิบดี ก็ทรงเมตตารักใคร่เป็นอย่างมาก ทรงเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นอย่างดี จนพระราชกุมารเข้าสู่วัยรุ่นในกาลนั้น พระเทวทัต ซึ่งมีเชื้อสายกษัตริย์ ได้บวชในพระพุทธศาสนา อุตสาหะบำเพ็ญธรรม จนสำเร็จฤทธิ์แห่งปุถุชน ยังไม่บรรลุมรรคผลข้างต้นคราวหนึ่งได้ตามเสด็จไปยังนครโกสัมพี ซึ่งในคราวนั้น ได้เกิดลาภสักการะแก่หมู่สงฆ์เป็นจำนวนมาก ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี พ่อค้า คหบดี ข้าราชการ และชาวบ้านธรรมดา ต่างก็มุ่งถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ตนเลื่อมใสแต่จะหาคนที่เลื่อมใสใน พระเทวทัต นั้นมีน้อยมากเนื่องด้วยเป็นปุถุชนอยู่ ถึงแม้จะมีฤทธิ์เดชก็ตาม จึงบังเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมา ไม่อาจบำเพ็ญให้ก้าวหน้าต่อไปอีก แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ฤทธิ์จะเสื่อมไปในที่สุด พระเทวทัต ก็ได้แสดงฤทธิ์ปรากฏให้ พระเจ้าอชาตศัตรูกุมาร เห็นเป็นกุมารน้อยที่มีอสรพิษ 7 ตัว พันอยู่ที่มือและเท้า 4 ตัว ที่คอ 1 ตัว เป็นสร้อยสังวาลย์ 1 ตัว และแผ่พังพานอยู่บนศีรษะอีก 1 ตัว แล้วก็เหาะทะยานขึ้นไปบนอากาศเวหาหาว จนเป็นที่อัศจรรย์ใจนับแต่นั้นมา เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร ก็นับถือเลื่อมใส พระเทวทัตเป็นอาจารย์ อุปัฏฐากด้วยสิ่งของจตุปัจจัยอย่างล้นเหลือต่อมาพระเทวทัต คิดจะปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปทูลขอแต่ได้รับการปฏิเสธ จึงคิดหาอำนาจทางการเมือง เป็นฐานสนับสนุน โดยได้ไปยุยง เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร ให้ไปลอบปลงพระชนม์พระบิดา เพื่อยึดอำนาจราชสมบัติ เพราะการที่จะคอยสืบทอดพระราชสมบัตินั้น ไม่แน่นักเพราะอาจสิ้นอายุก่อนพระราชบิดาก็เป็นได้ด้วยทรงพระเยาว์จึงหลงผิด แต่ก็ถูกจับได้ ถึงกระนั้น ด้วยการที่เป็นโสดาบันบุคคล พระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้พระราชทานสมบัติให้ พระเทวทัต กลัวว่า พระเจ้าพิมพิสาร จะเปลี่ยนใจในภายหลังจึงได้ยุยงฆ่าด้วยการให้จับขัง ให้อดข้าว อดน้ำแต่พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังไม่สวรรคต เพราะมเหสีได้ทรงจัดอาหารเข้าไปถวาย ด้วยการคลุมด้วยพระภูษาบ้าง ซ่อนไว้ในฉลองพระบาทบ้าง แม้กระทั่งเอาอาหารบดขยำทาพระวรกายบ้างในที่สุดพระมเหสี ก็ถูกห้ามเข้าเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสาร ยังทรงปีติด้วยการเดินจงกรม แต่ก็ถูกพระเจ้าอชาตศัตรู สั่งให้กรีดฝ่าพระบาททั้งสองข้าง จนเสด็จสวรรคต สู่จาตุมหาราชิกาแดนสวรรค์พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้มีบาปหนัก เมื่อได้ทรงปิตุฆาตพระราชบิดาแล้ว ก็หาได้มีความสุขไม่ บาปหนักได้ปรากฏขึ้นในพระทัยอยู่เนืองๆ เมื่อสิ้นพระเทวทัต ที่ถูกธรณีสูบไป แล้ว ได้มีโอกาสฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์ จึงเกิดความเลื่อมใส และสำนึกในบาปกรรมหนักที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้ จึงทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมากการสังคายนาพระธรรมวินัย ภายหลังที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โดยมีพระกัสสปเถระเป็นประธาน ก็ได้อาศัยพระองค์นี่แหละ เป็นผู้พระราชทานทรัพย์ทั้งปวงถึงแม้ว่า พระเจ้าอาชาตศัตรู ได้ทรงสร้างบุญกุศลใหญ่หลวงขนาดไหน แต่อุปฆาตกรรมฝ่ายอกุศล ที่พระองค์ให้ทรงฆ่าพระบิดา ตามคำยุยงของพระเทวทัตเข้าทำหน้าที่ตัดกุศลกรรมดีทั้งปวงของพระองค์ฉุดคร่าให้เป็นสัตว์นรก ลงสู่โลหกุมพีนรก เป็นเวลา 60,000 ปี

ในทางตรงกันข้าม คนที่ยากจนอยู่แท้ กรรมตัดรอนฝ่ายดี ตามมาทัน ก็กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาอย่างพรวดพราด เช่น ถูกหวย 60 ล้าน หรือได้มรดก 100 ล้าน อย่างไม่รู้ตัวอย่างนี้ หรือบางคนทำบาปไว้มากมาย แต่สามารถสำเร็จอรหันตผลได้ เช่น องคุลีมาล เป็นต้น

ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2552

 

---------------------------------------------------------------------

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

 

3. กรรมเบียดเบียน (อุปปีฬกกรรม)

กรรมที่ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นที่ตรงข้ามกับตน ที่กำลังให้ผลไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือผลชั่วมิให้เกิดผลอีกต่อไป เรียกว่า “กรรมเบียดเบียน” หรือ “อุปปีฬกกรรม” ซึ่งจะให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไปพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน มีอิทธิพลต่อชีวิตมาก ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างเช่น คนที่สร้างกรรมไว้ดีแล้ว กำลังได้รับสนองผลของกรรมดี ประสบความสุขความเจริญ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สมบัติ ลาภยศ บริวาร หรือที่เคยยากจนกำลังทำท่าจะมั่งมี ที่มั่งมีอยู่แล้วก็กำลังจะรวยใหญ่กลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ให้เผอิญ กรรมเบียดเบียน ตามมาทัน จึงเกิดพลังอำนาจเข้าไปทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนชีวิตที่กำลังก้าวหน้านั้น ให้อับเฉาหยุดความก้าวหน้าลงอดีตกาลนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งมีที่พักอาศัยอยู่ ใกล้ๆ วัดริมแม่น้ำ ในยามเย็นใกล้ค่ำ วันหนึ่ง ขณะอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ก็พอดีมีสามเณรน้อยน่ารักองค์หนึ่ง พายเรือผ่านมา ชายผู้นี้นึกคะนองขึ้นมาก็แกล้งสามเณร เอามือวักน้ำสาดไปที่สามเณร สามเณรก็หลบด้วยสัญชาตญาณ จึงเป็นเหตุให้เรือล่มทันที สามเณรน้อยตกใจ รีบว่ายน้ำใจคอสั่น ส่วนปากก็ตะโกนด่าว่า ชายคนนั้นก็ยังเกิดความโกรธ จึงเข้าไปตบที่หูของสามเณร 2-3 ที แล้วดึงสามเณรขึ้นมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากนั้นกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัวต่อมาอีกไม่นานนัก ชายคนนี้ได้ตายไป ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารเป็นเวลาช้านานจนในสมัยพุทธกาลนี้ จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีนามว่า “สุนักขัตตลิจฉวี”เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรม ก็เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา แล้วขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในสำนักของพระพุทธเจ้า โดยตั้งใจที่จะฝึกบำเพ็ญวิปัสสนา เพื่อตัดกิเลส เป็นอริยบุคคลในภายหลังพระพุทธองค์ได้บอกอุบายวิธีอันถูกต้องเหมาะสมกับจริต ในไม่ช้า พระสุนักขัตตลิจฉวี ก็ได้สำเร็จฌานและบรรลุ ทิพพจักขุอภิญญา โดยเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เหนือวิสัยของคนธรรมดา เช่น มองเห็น เทวโลก และพรหมโลก เป็นต้นภิกษุใหม่ดีใจนักหนา จึงเข้าไปทูลขออุบายวิธี เพื่อที่จะฝึกวิชา ทิพพโสตอภิญญา หรือ วิชาหูทิพย์ ให้สำเร็จต่อไปพระพุทธองค์ก็ทรงให้ บริกรรมภาวนา แต่ไม่ได้บอก อุบายวิธี เพราะทรงทราบว่า จะมีพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน หรือ อุปปีฬกกรรม มาเบียดเบียน มิให้ได้วิชา หูทิพย์ เพราะกรรมที่เคยได้ ตบหูสามเณร ในอดีตชาติ จะมาฝึกวิชาที่เกี่ยวกับ หู ให้สำเร็จได้อย่างไรพระสุนักขัตติลิจฉวี ได้ฝึก วิชาหูทิพย์ อยู่ 3 ปี ก็หาได้สำเร็จไม่ ก็เกิดความเบื่อหน่าย และคิดผิดว่าพระพุทธเจ้า คงไม่มีวิชาที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว จึงลาสิกขาแล้วไปอยู่สำนักอื่นนอกพระพุทธศาสนา ครั้นตายไปก็ไปเกิดในนรกเหตุการณ์อย่างนี้ แม้ในปัจจุบันก็ยังเกิดขึ้นอีกมากมาย กับพระสงฆ์นักเปรียญ ที่บวชกันมานานแล้ว แต่เมื่อถูกพลังอำนาจของกรรมนี้ มาเบียดเบียน ก็ต้องสึก หรือลาสิกขา ไปใช้ชีวิตแบบคฤหัสถ์นี่คืออาการของพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายชั่วที่เข้าเบียดเบียนทำร้าย กรรมฝ่ายดีที่มีสภาพตรงข้ามกับตนแต่บางคนกำลังประสบกับความทุกข์ยาก ต้องโทษ ต้องภัย สิ้นสมบัติ ได้รับความเดือนร้อน ที่เคยมั่งมีก็กลายเป็นมีมั่ง ไม่มีมั่ง กำลังย่างก้าวสู่ความยากจน ที่ยากจนอยู่แล้ว ก็กำลังจะยากจนหนักลงไปอีก ชีวิตกำลังประสบมรสุมจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว พลันกรรมเบียดเบียนฝ่ายดี ตามทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจเข้าทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนกรรมฝ่ายชั่วที่กำลังครอบงำชีวิตอยู่นั้นให้พลันเสื่อมสลายไปทันที ชะตาชีวิตที่ริบหรี่แทบจะไม่มีแสงสว่าง พลันเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์สว่างสดใส พ้นโทษ พ้นภัยได้ในสมัยพุทธกาล ยังมีชายคนหนึ่ง มีลักษณะเหี้ยมโหดดุร้าย ผมเผ้าพะรุงพะรังดั่งคนป่า มีขนงอกยาวกว่าคนปกติไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หน้าอก จะมีมากเป็นพิเศษ หนวดเครายาวรุ่มร่าม แต่ก็มีสีแดง จึงได้ชื่อว่า “นายเคราแดง”นายเคราแดง ไม่มีอาชีพแน่นอน มักถูกดูหมิ่นดูแคลนอยู่เสมอ จึงสมัครเป็นโจร แต่หัวหน้าโจรไม่กล้ารับไว้ เพราะดูลักษณะแล้ว มันเหี้ยมโหดเกินไป กลัวจะแว้งกัดในภายหลังแต่นายเคราแดง ถึงแม้จะผิดหวัง แต่ก็ไม่ละความพยายาม เข้าฝากตัวกับสมุนโจรผู้หนึ่ง คอยปรนนิบัติรับใช้จนเป็นที่ถูกใจ แล้วอ้อนวอนให้ไปฝากตัวกับหน้าหน้าโจรอีกครั้งหนึ่งหัวหน้าโจรทนความอ้อนวอนไม่ไหว จึงรับไว้อย่างเสียไม่ได้ต่อมาทางราชการ ได้เข้าไปปราบปรามโจรก๊กนี้ และได้ตัดสินให้ลงโทษประหาร เพราะก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก แต่เนื่องจากโจรก๊กนี้มีมากมายหลายร้อยคน ไม่มีผู้ใดจะทำหน้าที่ประหาร ทางราชการจึงหาคนที่จะเป็นเพชรฆาต โดยจะยกโทษให้สำหรับคนที่ทำหน้าที่ประหาร แต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะไม่อยากได้ชื่อว่า เป็นคนประหารเพื่อนในที่สุด นายเคราแดง ก็รับอาสาอย่างหน้าตาเฉย สมดังลักษณะที่หัวหน้าโจรคาดการณ์เอาไว้ต่อมานายเคราแดงก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเพชรฆาต มีเงินเดือนประจำ มีหน้าที่ประหารโจรหลายก๊ก หลายเหล่า ที่ทางราชการจับมาได้ เป็นเวลาช้านาน กำลังวังชาลดน้อยถอยลงไป จึงได้รับการปลดเกษียณ ได้รับบำเหน็จเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควรนายเคราแดง ดีใจเป็นหนักหนา จึงคิดเปลี่ยนบุคลิกของตนเอง ด้วยการอาบน้ำอาบท่า โกนหนวด โกนเครา หาเสื้อผ้าใหม่ๆ มาใส่ ประแป้ง ทาน้ำหอม ด้วยอารมณ์แจ่มใส ให้ภรรยาทำอาหารที่อร่อย มาฉลองหน้าบ้านในเช้าวันหนึ่งเช้าวันนั้น พระสารีบุตร ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ตรวจด้วยญาณเพื่อจะโปรดบุคคลที่เข้ามาอยู่ในข่ายญาณ ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็น นายเคราแดงขณะที่นายเคราแดง กำลังรับประทานอาหาร พลันก็เหลือบเห็น พระสารีบุตรมาบิณฑบาต ณ หน้าบ้านตน จึงเกิดความคิดว่า“เราได้ทำบาป ทำกรรม ฆ่าโจร ฆ่ามนุษย์ไว้มาก ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำบุญ ทำกุศลเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้นับว่าเป็นวันที่เราโชคดีหนักหนา เราควรถวายอาหารบิณฑบาต ดีกว่าจะบริโภคเสียเอง”เมื่อพระสารีบุตรได้ฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็มอบข้าวก้นบาตรที่เลิศรสให้แด่ นายเคราแดง รับประทานจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็แสดงโปรดธรรม แต่นายเคราแดงไม่อาจส่งจิตไปตามกระแสแห่งธรรมได้ พระสารีบุตรจึงได้แนะอุบายวิธี จนนายเคราแดง เกิดปัญญาใกล้ พระโสดาปัตติมรรค เป็นอุบาสก ในพระพุทธศาสนาต่อมานางยักขิณี ซึ่งมีเวรผูกพันกันแต่ชาติปางก่อน ได้เนรมิตตนเป็นแม่โคบ้า วิ่งโลดแล่นไล่ชน นายเคราแดง หรือนายวาตะกาลกะจนถึงแก่ความตาย แล้วนายเคราแดง ก็ไปเกิดเป็นเทพบุตร ณ สรวงสวรรค์ชั้นดุสิต

นี่แหละเป็น พลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายดี ที่เข้ามา ทำลายเบียดเบียนกรรมฝ่ายชั่ว ที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตน ทำให้นายเคราแดง ซึ่งฆ่าชีวิตมนุษย์มาตลอดชีวิต ซึ่งจะต้องตกนรกเป็นที่ไป แต่กลับกลายไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า

ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2552


 

-------------------------------------------------------------------------

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี


2. กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ์ (อุปัตถัมภกรรม)

กรรมที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนกรรมฝ่ายดี ให้เจริญยิ่งขึ้น และกรรมฝ่ายชั่ว ให้ชั่วยิ่งขึ้น เรียกว่า “กรรมสนับสนุน” หรือ “อุปัตถัมภกรรม” ถึงแม้ว่าในชาติปัจจุบันที่เราเกิดมาแล้วนี้ เราจะพลาดพลั้ง เกิดมาในสภาพไม่ดีนัก ไม่น่าพอใจนัก แต่เราก็สามารถเพิ่มเติม ปรับปรุงแก้ไข ให้ดีกว่าเดิมได้ เช่น

ถ้าหากเกิดมาจน ก็แก้กรรม ด้วยความขยันขันแข็ง มานะ อดทน แบ่งรายได้ ทำบุญทำทานบ้างเป็นปกตินิสัย อย่าไปคดโกง เอารัดเอาเปรียบใคร ในไม่ช้า ก็สามารถเป็นคนมีทรัพย์ได้ เหมือนอย่างที่เราเห็นคนที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว จากไม่มีอะไรจนมีหลักฐานเป็นปึกแผ่น ซึ่งมีให้เห็นเยอะแยะ

แต่ในทางตรงกันข้าม หากเกิดมารวย แล้วประมาท ไม่สนใจใยดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างไม่รู้คุณค่า ไม่รู้จักทำมาหากิน แสวงหาเงินทองมาเพิ่มเติม เอาแต่เทียวเตร่ ดื่มสุรายาเมา คบเพื่อนเที่ยวเกเร ไม่ช้าก็ไม่มีอะไรเหลือ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นในสังคมมากมายพลังอำนาจของกรรมที่พาให้เกิด นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ก็ยังมีพลังอำนาจของกรรมอีก 11 อย่างที่มีอิทธิพลบันดาลบชีวิตให้เปลี่ยนแปลงได้

อย่างเช่นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์หรือกรรมสนับสนุน ซึ่งมีทั้ง กรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายไม่ดี บางคนพอเริ่มเข้าท้องแม่ ก็มีพลังบันดาลให้พ่อแม่โชคดีมีลาภ ทำมาค้าขึ้น ทำอะไรก็แลดูดีไปหมด อย่างนี้เรียกว่า พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายดี ให้ผล

แต่ถ้าหากว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม กลับทำให้พ่อแม่มีแต่เรื่อง เดือดร้อนมีแต่ปัญหา มีแต่ทุกข์ เป็นลูกล้างผลาญ แล้วละก็นั้นเป็นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายชั่ว ให้ผลหรือหากว่าเกิดมาเป็นเสือก็มี พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ ฝ่ายชั่ว ให้มีพลังวังชา มีนิสัยดุร้าย ทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากขึ้น เป็นบาปมากขึ้นในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีชื่อว่า “อานันทเศรษฐี” ถึงแม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่ก็เป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว ทานไม่ไห้ ศีลไม่รักษา หาทรัพย์มาได้เท่าใด ก็เก็บรักษาเอาไว้ โดยไม่ยอมจ่ายอะไรเกินความจำเป็น แม้จะกินก็อดๆ อยากๆ จิตเต็มไปด้วยความโลภอยากได้ และก็ยิ่งโลภจัดขึ้นทุกวัน ที่เกิดเป็นเศรษฐีในชาตินี้ได้ ก็เพราะเคยใส่บาตรพระอรหันต์ ที่มาบิณฑบาตรหน้าบ้านในอดีตชาติก่อนโน้นต่อมาเมื่อเศรษฐีเฒ่าถึงแก่กรรม แต่จิตก็เต็มไปด้วยความหวงและห่วงใยในทรัพย์สมบัติ หน้าดำคร่ำเครียด เพราะฉะนั้น ชนกกรรมอกุศล หรือกรรมพาให้เกิด จึงชักนำไปเกิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลยากจนคนหนึ่ง จากนั้นพลังอำนาจของกรรมอุปภัมภ์ฝ่ายชั่วก็สนับสนุน โดยดลบันดาลให้คนจัณฑาลในหมู่บ้านนั้น ซึ่งอดอยากอยู่แล้ว อดอยากหนักเข้าไปอีกในที่สุดคนจัณฑาลทั้งหลาย ก็ได้ประชุมหารือ หาคนที่เป็นกาลกีณีโดยแบ่งเป็น 2 พวก ถ้าพวกไหนขัดสนลาภ ก็แสดงว่า คนกาลกีณีอยู่ในพวกนั้น ก็ให้แบ่งพวกอย่างนี้ จนกว่าจะพบคนที่เป็นกาลกีณี ในที่สุดก็หาพบ หญิงจัณฑาลมีครรภ์ จึงถูกขับไล่ออกจากหมู่ให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เที่ยวซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ ได้รับความลำบากเป็นหนักหนาต่อมาได้คลอดบุตร ซึ่งแสนจะน่าเกลียดน่าชัง ยังกับผีเปรตแสนทุเรศไม่เหมือนคน ซึ่งทารกน้อยโตขึ้นจนรู้เดียงสา ก็ได้กะลาเป็นสมบัติ แล้วอำลาแม่เที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีวิต ไปทั่วทุกทิศวันหนึ่ง ก็ได้เดินทางมาถึงปราสาทอันมโหฬาร คลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นๆ จึงเดินดุ่มเข้าไป จึงถูกขับไล่ทุบตี แต่ด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่า ปราสาทนี้ตนเป็นเจ้าของ จึงจะเข้าไปให้ได้ ในที่สุดก็ถูกทุบตีจนบอบช้ำหยุดนิ่ง พอดีขณะนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมา ด้วยญาณรู้ พระองค์จึงบอกแก่คนทั้งหลายให้ทราบว่า“ขอทานหน้าผีเปรตนี้ คือเศรษฐีเจ้าของปราสาท กลับชาติมาเกิด เศรษฐีลูกชายไม่เชื่อ พระพุทธองค์จึงให้เศรษฐีในคราบของขอทานเล่าประวัติของตนในชาติก่อน พร้อมทั้งให้ไปชี้ขุมทรัพย์อีก 5 แห่งที่แอบฝังไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ก็เป็นอันพิสูจน์ได้ เศรษฐีลูกชายจึงเชื่อเรื่อง พลังอำนาจของกรรม ตั้งแต่นั้นมาที่จริงเรื่องทำนองเดียวกันนี้ ในยุคปัจจุบัน ก็มีเหมือนกัน เจ้าของห้างใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นคนขี้เหนียว ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น พอตายไป เกิดมาเป็นขอทาน แล้วมานั่งขอทานอยู่หน้าห้างของตนเอง แต่ลูกหลานซึ่งเป็นเจ้าของห้างในปัจจุบัน คงไม่เชื่อแน่ เพราะไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็นจริง เศรษฐีขอทานจึงต้องขอทานต่อไปเรื่อยๆเอ่ยชื่อห้างขึ้นมา ต้องร้อง “อ๋อ” กันทั้งเมืองเพราะฉะนั้น บุคคลบางคน ประสบภัยวิบัติ พบกับอุปสรรคขัดข้องในชีวิตเสมอ มีความอาภัพอับโชคตลอดชีวิตแต่บางคน ดูเหมือนจะโชคดีอยู่เสมอ มีความสุขความเจริญในชีวิตทั้งๆ ที่ในชีวิตปัจจุบัน ก็ทำความดี เหมือนๆ คนอื่นนั่นแหละ แต่ก็ประสบโชคโดยไม่คิดฝัน ก่อความแปลกประหลาดใจแก่ตนเป็นอย่างมากอยู่เสมอ

เหล่านี้เป็นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ หรือกรรมสนับสนุน จะเป็นกรรม ฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว นั้น ก็แล้วแต่เจ้าตัวได้สร้างไว้


ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2552

------------------------------------------------

1. กรรมพาให้เกิด (ชนกกรรม)

คนเราที่มาเกิด ก็เนื่องจากกรรมที่ตนเองได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ บันดาลให้มาเกิดตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมไว้ อันเป็นพลังอำนาจของกรรมที่เรียกว่า “ชนกกรรม” หรือกรรมที่พาให้เกิดเมื่อกรรมบันดาลให้ไปเกิดในครรภ์

ที่ออกลูกเป็นตัว(ชลาพุชะ) ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็นคน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น หมี หมา ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น

ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดในไข่ คือ ออกไข่ เป็นฟอง แล้วจึงฟักออกเป็นตัว(อัณฑชะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็น ครุฑถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเกิดเป็น แร้ง กา นก เป็ด ไก่ เป็นต้น

ถ้าเป็นกรรมบันดาลให้เกิดในไคลที่ชื้นแฉะ สกปรก(สังเสทชะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีเกิดเป็นเลน ไร ฯลฯ ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็เกิดเป็นหนอน

ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดผุดขึ้น คือ ผุดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด แม้เมื่อตายก็ยังไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏ (โอปปาติกะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีก็จะเป็น เทพ เทวดา รวมทั้งมนุษย์บางจำพวก เช่น คนธรรพ์ คนลับแล ฯลฯถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเป็น สัตว์นรก เปรต อสูรกาย ยักษ์ ฯลฯ

คนเรานี้เกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่ทว่าไม่เหมือนกัน บางคนร่ำรวย บางคนยากจน บางคนมีปัญญา บางคนโง่เขลา บางคนกลับเป็นบ้า บางคนมีอายุสั้น บางคนมีอายุยืนบางคนมีโรคมาก บางคนมีโรคน้อยบางคนมีผิวพรรณงาม บางคนมีผิวพรรณทรามบางคนเกิดในตระกูลสูง บางคนเกิดในตระกูลต่ำเหล่านี้ล้วนเป็นพลังอำนาจของกรรมทั้งสิ้นคนที่มีอายุสั้นนั้น เป็นคนที่มักสร้างกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด มือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการฆ่า ไม่มีเมตตาเอ็นดูในชีวิตของผู้อื่น

คนที่มีอายุยืนนั้น เป็นผู้เว้นจากการฆ่า มีความละอายต่อบาป มีความเมตตา ชอบช่วยเหลือและอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลายคนที่มีโรคมากนั้น เป็นผู้ที่ชอบสร้างกรรม ชอบเบียดเบียนและทำร้ายสัตว์คนที่มีโรคน้อยนั้น เป็นผู้ที่มีเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์ผู้ที่มีพิวพรรณทรามนั้น เป็นคนขี้โกรธ พยาบาทมาดร้าย แค้นเคือง แม้แต่ถูกว่าเล็กๆ น้อยๆ ก็ขัดใจแก้แค้นผู้ที่มีผิวพรรณงานนั้น เป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยถือสาโทษโกรธเคือง ไม่ผูกเจ็บพยาบาท มองโลกในแง่ดี และให้อภัยใครได้เสมอคนที่มีอำนาจบารมีน้อย เพราะเป็นคนมีใจริษยา อิจฉาผู้อื่นที่เขาได้ลาภ สักการะ ยศตำแหน่ง ความเคารพนับถือมากกว่าตนคนที่มีอำนาจบารมีมากนั้น เป็นคนที่มักยินดีที่คนอื่นได้ดีกว่าตน ไม่อิจฉาริษยา แต่กลับส่งเสริมและยอมรับในบารมีของผู้อื่นบุคคลที่เป็นคนจน มีโภคทรัพย์น้อย เป็นเพราะไม่ชอบทำทาน ไม่รู้จักให้ เป็นคนเห็นแก่ได้ ชอบลักเล็กขโมยน้อย คอรับชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นบุคคลที่เป็นเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากนั้น เป็นเพราะมีความเชื่อ ศรัทธา ให้ทานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เป็นคนที่ให้กับให้ ชอบช่วยเหลือสละทรัพย์เพื่อสังคมไม่เอาของคนอื่นผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำ ก็เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่รู้จักกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือบูชาคนที่ควรบูชาคนที่เกิดในตระกูลสูงได้นั้น เพราะว่าเป็นคนอ่อนน้อม ไม่เย่อหยิ่ง ชอบปรนนิบัติคนที่สมควรปฏิบัติ ไหว้บุคคลที่ควรไหว้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ นับถือบุคคลที่ควรนับถือ บูชาบุคคลที่ควรบูชาสำหรับบุคคลที่มีปัญญามาก ก็เป็นเเพราะว่าชอบสนทนากับผู้ที่มีปัญญา ชอบอ่าน ชอบคิด ชอบพิจารณา และใฝ่หาความรู้การที่เราได้เกิดมาแล้วในชาตินี้ เราไม่อาจเลือกเกิดได้ เพราะกรรมในอดีตชาติ ที่เราได้สร้างสมไว้แล้วนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

แต่ในชาติหน้านั้น เราสามารถเลือกเกิดได้ตามใจชอบด้วยการกระทำ หรือสร้างแต่กรรมดีไว้ในชาตินี้

มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่เข้าใจในพลังอำนาจของกรรม หากเราสามารถทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง เท่ากับเป็นการวางโครงการชีวิตในระยะยาว ซึ่งจะทำให้เราสามารถจะเลือกเกิดในสภาวะเช่นไรก็ได้ อย่างเช่น หากต้องการเกิดมารวย ในชาติปัจจุบัน ก็หมั่นให้ทาน เป็นประจำ เสียสละทรัพย์ช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ อย่าได้เอารัดเอาเปรียบผู้ใด การฉ้อโกง คอรัปชั่น ต้องเว้นขาดหรือหากต้องการเป็นคนที่แข็งแรงและมีอายุยืน ก็อย่าได้ทำร้ายเบียดเบียนและฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้ใด แม้แต่สัตว์เล็กๆ น้อยๆ เช่น มด ยุง แมลงสาป ปลวก กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ

และหากต้องการแก้กรรม ที่ทำไว้ในอดีต ก็ให้ช่วยเหลือและปล่อยชีวิตอื่นให้รอดพ้นจากการบาดเจ็บและความตาย ก็สามารถทำได้ “กรรมนั้นมีพลังอำนาจต่ออายุให้ยืนยาวอีกไปได้”

ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2552

-----------------------------------------------------

 

ทิศทั้ง ๖


ในการอยู่ในสังคมนั้นยังมีบุคคลประเภทต่าง ๆ อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา เปรียบเหมือนทิศต่าง ๆ ที่จะต้องรู้และประพฤติตัวให้ถูกต้องและเหมาะสมกับบุคคลประเภทนั้น ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดี มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน ต่างก็มีกตัญญูกตเวทิตธรรมต่อกันและกัน อันจะช่วยให้สังคมเกิดการประสานร่วมมือสามัคคีกัน เป็นปึกแผ่นแน่นหนามีความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาและสันติสุข นั่นคือ ทุกคนต้องรู้จักทิศต่างๆ ทั้ง ๖ รวมทั้ง รู้ หน้าที่ของตนที่จะพึงปฏิบัติต่อทิศนั้น ๆ แล้วปฏิบัติด้วยความจริงใจและจริงจัง กล่าวคือ

๑. ทิศเบื้องหน้า : ได้แก่ บิดามารดา
บุตรพึงปฏิบัติต่อท่าน ดังนี้
  ๑.ท่านได้เลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบ
  ๒.ช่วยกิจของท่าน
  ๓.ดำรงวงศ์ตระกูล
  ๔.ประพฤติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก
  ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
บิดามารดา ย่อมอนุเคราะห์ตอบบุตร ดังนี้
  ๑. ห้ามมิให้ทำความชั่ว
  ๒.ให้ตั้งอยู่ในความดี
  ๓.ให้ศึกษาศิลปวิทยา
  ๔.หาภรรยาสามีที่สมควรให้
  ๕.มอบทรัพย์ให้ในสมัย



ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2552

-----------------------------------------------------------------------

 

ผลของศีล 5 ข้อ จากคุณอ๋อซียู

ศีล คือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารับรู้ว่าทุกข์คืออะไร การดับทุกข์ทำได้โดยการมีศีล สมาธิ ปัญญา การถือศีลได้บุญมากกว่าการทำบุญใส่บาตรมากมายนัก ศีลแต่ละข้อจะให้คุณแต่ละอย่างลองดูนะว่าเราได้อะไรบ้าง

ศีลข้อ ๑ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะมด ยุง เพราะเรามักจะฆ่าบ่อยที่สุด ศีลข้อนี้จะทำให้เรามีรูปงามไม่มีความพิการ มีกำลังมาก มีโรคน้อย อายุยืน วาจาสละสลวย เป็นที่รัก มีบริวารดี ๆ มากมาย

ศีลข้อ ๒ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของ ๆ ผู้อื่นแม้มีโอกาส ไม่ใช่ไม่ขโมยนะ ่แม้แต่การใช้กลทางธุรกิจเพื่อให้ตนเองได้มาก็ไม่ได้ คนบางคนมองแต่ทางได้ของตัวเองจนคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องได้ไม่ได้ขโมยนะ แต่ใช้เล่ห์นิดหน่อยแบบนั้นก็ไม่ต่างกับขโมยนะผู้อื่นไม่รู้แต่ตนเองรู้จริงไหม แต่ถ้าเรามีศีลข้อนี้จริง ๆ จะมีผลทำให้มั่งมี มีทรัพย์ตลอดเวลา มีทรัพย์ที่มั่นคงไม่มีภัยมาทำลายทรัพย์นั้น

ศีลข้อ ๓ ไม่ประพฤติผิดในกาม อันนี้แค่ความคิดก็ไม่ได้นะ อันนี้เห็นโทษให้ปัจจุบันเลยเพราะผิดกฏหมาย และกฏสังคม ไม่เป็นที่เชื่อถือของสังคม ทั้งในด้านการงานและส่วนตัว อันนี้ให้ผลในหลายด้านมาก ๆ ทำให้ไม่สามารถระบุความเลวร้ายได้ เพราะมันมีผลทั้งปัจจุบัน และเมื่อตายไปก็จะต้องทรมานมาก เมื่อเกิดใหม่ก็จะพบกับชีวิตที่ไม่ราบรื่นทุกข์ทรมาน ทั้งร่างกาย และจิตใจ แต่ถ้าเราถือศีลนี้ก็จะทำให้เรามีคู่ที่ดีมีครอบครัวที่มีความสุข

ศีลข้อ ๔ ไม่โกหก ไม่แม้แต่พอใครถามว่าทำไรอยู่แล้วไร้สติตอบไปว่า "เปล่า"  เมื่อทำแล้วจะทำให้เรามีผิวพรรณผ่องใส มีวาจาไพเราะ เป็นที่เชื่อถือของผู้คน รูปร่างสมส่วน มีกลิ่นตัวและปากหอม

ศีลข้อสุดท้าย ไม่ดื่มสุราเมรัย เมื่อปฏิบัติได้(โดยไม่อ้างว่าเพื่อเข้าสังคม) จะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญา ไม่เกียจคร้าน ฉลาด เป็นบัณฑิตและนักปราชญ์

ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกทั้งนั้น มนุษย์เป็นภพภูมิเดียวที่มีสิทธิ์เลือก ดังนั้นอย่าบอกว่าชีวิตไม่มีทางเลือก เราไม่เลือกเองต่างหาก เอาง่าย ๆ อย่างที่พูดว่าอยากทำบุญกับอรหันต์ แต่ไม่ขวนขวาย อยากได้ทุกอย่าง คิดว่าทำบุญแล้วตนเองจะดีขึ้น ทำบุญเพียงเพราะอยากได้ สักแต่ทำตามคนอื่นโดยไม่รู้ว่าวิธีที่จะทำบุญจริง ๆ คืออะไร ตราบใดที่เรายังเอาแต่มองว่า ฉันทำดีที่สุดแล้ว ฉันพยายามแล้ว เมื่อนั้นละ ที่หวังไว้ก็จะไม่มีวันมาถึงเลย เพราะเมื่อไรที่เราว่าที่สุดแล้วมันมีความหมายได้ว่ามันดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2552

------------------------------------------------------------------

 

พร 4 ข้อจากการบรรยายธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก'  คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร'
ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี ' แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข '


2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน  ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน'
คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร'  ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์
ฉะนั้น เราต้องถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น)
เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน  เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี
'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมลอยมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น'
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องภาระต่างๆ
ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย  ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ' อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน '
 ' อยู่กับปัจจุบันให้เป็น '  ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา


4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ    
 
'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ
ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ  ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' 
ทุกอย่างต้องดู ' คุณค่าที่แท้จริง ' ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกาคืออะไร?
คือไว้ดูเวลาไม่ใช่ใส่เพื่อความโก้หรู   คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือคืออะไร? คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของโทรศัพท์  เราต้องถามตัวเองว่า 'เิกิดมาทำไม'
คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอ
คำว่า 'พอดี'  คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี'    รู้จัก 'พอจะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2552

----------------------------------------------------------------------

 

พุทธศาสนสุภาษิต

หมวด 1 หมวดธรรมเบื้องต้น

1 ตนเป็นที่พึ่งของตน
2 ปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์
3 คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้
4 คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ
5 ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า
6 พูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น
7 คำจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
8 การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก
9 บัณฑิตย่อมฝึกตน
10 ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
11 จงเตือนตน ด้วยตนเอง
12 ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี
13 บิดามารดา เป็นบูรพาจารย์ของบุตร
14 คนเห็นแก่ตัว เป็นคนสกปรก
15 ความมีสติป้องกันความเลวร้ายได้
16 คนโกรธย่อมฆ่าได้แม้มารดาของตน
17 ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
18 เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที
19 อยู่ร่วมกับคนชั่ว ย่อมมีแต่ความทุกข์
20 คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข
21 สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
22 ความเป็นเพื่อนไม่มีในคนพาล
23 ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
24 พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
25 วาจาของคน ย่อมส่องเห็นน้ำใจ
26 ปราชญ์ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด
27 ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
28 ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้
29 ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง
30 ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
31 ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
32 ความชั่วเมื่อทำแล้ว ย่อมเดือนร้อนภายหลัง
33 คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
34 บิดามารดาเป็นพรหมของบุตร
35 คบคนดี ย่อมเจริญขึ้น
36 ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
37 ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
38 ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมนำสุขมาให้
39 การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นมงคลอันอุดมยิ่ง
40 ความอดทน นำสุขมาให้
41 กินคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข
42 เมตตา เป็นเครื่องค้ำจุนโลก (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
43 พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึ่งสละ ทั้งทรัพย์ อวัยวะ และ ชีวิต เพื่อรักษาธรรม (ความถูกต้อง)

ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2552

 

--------------------------------------------------------------------------------------

พุทธศาสนสุภาษิต : การชนะ

จากพุทธสุภาษิต 1,517 สุภาษิต
จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2552

 

---------------------------------------------------------------

วิธีการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล

วันนี้จะขอฝากญาติโยมไว้ การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศลไม่เหมือนกัน การแผ่คือการแพร่ขยาย เป็นการเคลียร์พื้นที่ แผ่ส่วนบุญออกไป เรียกว่า สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นฯ เรียกว่าการแผ่แพร่ขยาย
แต่การอุทิศให้ เป็นการให้โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกว่าขอให้ข้าพเจ้ารวย ขอให้ข้าพเจ้าดี ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนี้ ทำบุญก็รวยเอง เราเป็นคนทำ เราก็เป็นคนได้ และการให้บิดามารดานั้นก็ไม่ต้องออกชื่อแต่ประการใด ลูกทำดีมีปัญญา ได้ถึงพ่อแม่ เพราะใกล้ตัวเรา พ่อแม่อยู่ในตัวเรา เราสร้างความดีมากเท่าไรจะถึงพ่อแม่ มากเท่านั้น เรามีลูก ลูกเราดี ลูกมีปัญญา พ่อแม่ก็ชื่นใจโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปบอก

จากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๖
เรื่อง การอุทิศส่วนกุศล
โดย พระธรรมสิงหบุราจาร
ย์
ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2552

--------------------------------------------------------------------

 

พุทธศาสนสุภาษิต

ความโกรธ

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2552

 

------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 35 การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
ท่านผู้ใด ใจดำรง อยู่คงที่
ในเมื่อมี โลกธรรม ครอบงำหนัก
เช่น ลาภ ยศ สุข เศร้า เข้าง้างชัก
มิอาจยัก โยกท่าน ให้หวั่นใจ

มงคลที่ 36 การมีจิตไม่โศกเศร้า
คราวพลักพราก จากญาติ ขาดชีวิต
ถูกพิชิต จองจำ ทำโทษใหญ่
มีสติ คุมจิต เป็นนิตย์ไป
ไม่เสียใจ โศกเศร้า เฝ้าประคอง

มงคลที่ 37 มีจิตปราศจากกิเลส
หมดราคะ โทสะ โมหะแล้ว
จิตผ่องแผ้ว เลิศดี ไม่มีสอง
ย่อมมีค่า สูงจริง ยิ่งเงินทอง
เหมือนสูริย์ส่อง ท้องฟ้า สง่างาม

มงคลที่ 38 มีจิตเกษม
จิตเกษม เปรมปรีดิ์ ดีตลอด
เป็นจิตปลอด จากโอฆ ในโลกสาม
เครื่องผูกมัด สลัดหมด แสนงดงาม
เข้าถึงความ สุขสันต์ นิรันดร

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2552

 

---------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 31 การบำเพ็ญตบะ
พึงบำเพ็ญ ตบะ ละกิเลส
อันเป็นเหตุ หักห้าม กามฉันท์
มุ่งทำลาย ถ่ายบาป สาบสูญพันธุ์
เข้าสู่ขั้น สุโข ฌาณโกลีย์

มงคลที่ 32 การประพฤติพรหมจรรย์
เร่งประพฤติ พรหมจรรย์ อันประเสริฐ์
เพื่อให้เกิด สุขล้วน โดยถ้วนถี่
ตั้งแต่ทาน ถึงสิกขา บรรดามี
สมบูรณ์ดี พรหมจรรย์ ย่อมมั่นคล

มงคลที่ 33 การเห็นอริยสัจ
การรู้เห็น ความจริง สิ่งเที่ยงแท้
ไม่ผันแปร สี่ชนิด ไม่ผิดหลง
ตัดตัณหา มูลราก พรากทุกข์ลง
เป็นการส่ง ข้ามฟาก จากสาคร

มงคลที่ 34 การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ทำให้แจ้ง นิพพาน ผลาญสังโยชน์
ตรวจตราโทษ ธาตุ ขันธ์ หมั่นฝึกถอน
เอาอรหัต มรรคญาณ เผาราญรอน
ดับทุกข์ร้อน นิพพาน สำราญนัก

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2552

-----------------------------------------------------------------------

 

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 27 มีความอดทน
ความอดทน ตรากตรำ ยามลำบาก
เจ็บไข้มาก ทนได้ ไม่โหยหวน
ถูกเขาด่า ให้ฟัง นั่งหน้านวล
ยิ้มเสสรวล ด้วยขันติ งามวิไล

มงคลที่ 28 เป็นผู้ว่าง่าย
ควรเป็นคน สอนง่าย ไม่ตายด้าน
ก่อรำคาญ ค่ำเช้า ไม่เข้าไหน
ไม่ซัดโทษ ของตน ให้คนใด
เมื่อมีใคร สอนพร่ำ ให้นำมา

มงคลที่ 29 การได้เห็นสมณะ
การพบเห็น สมณะ ผู้สงบ
แล้วนอบนบ ถามไถ่ ไตรสิกขา
หมั่นฝึกหัด ทุกวัน ด้วยปัญญา
ย่อมชักพา จิตตรง มงคลมี

มงคลที่ 30 การสนทนาธรรมตามกาล
ยามหดหู่ ฟุ้งซ่าน กาลสงสัย
เป็นสมัย ไต่ถาม ตามเหตุผล
เพื่อบรรเทา คลี่คลาย หายกังวล
ควรจะสน- ทนาธรรม ตามที่ควร

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2552

-------------------------------------------------------------------------------

 

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน
ไม่พองลม ก้มหัว เจียมตัวด้วย
มรรยาทสวย นิ่มนวล สิ้นส่วนแข็ง
เหมือนงูพิษ ถอดเขี้ยว หมดเรี่ยวแรง
ยามแถลง นอบน้อม พร้อมใจกาย

มงคลที่ 24 มีความสันโดษ
ความสันโดษ พอใจ ในสิ่งของ
เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย
เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย
ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี

มงคลที่ 25 มีความกตัญญู
กตัญญู รู้บุญ คุณพ่อแม่
คนเฒ่าแก่ แลอาจารย์ ท่านทรงศีล
จอมมุนินทร์ ปิ่นเกล้า เจ้าธานี
หาวิธี แทนคุณ สมดุลกัน

มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล
การฟังธรรม ตามกาล ผ่านมาถึง
ควรคำนึง นิ่งนั่ง ฟังขยัน
ย่อมจะเกิด ปัญญา สารพัน
ตั้งใจมั่น ฟังดี นี่สมควร

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2552

 

----------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน
ไม่พองลม ก้มหัว เจียมตัวด้วย
มรรยาทสวย นิ่มนวล สิ้นส่วนแข็ง
เหมือนงูพิษ ถอดเขี้ยว หมดเรี่ยวแรง
ยามแถลง นอบน้อม พร้อมใจกาย

มงคลที่ 24 มีความสันโดษ
ความสันโดษ พอใจ ในสิ่งของ
เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย
เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย
ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี
มงคลที่ 25 มีความกตัญญู
กตัญญู รู้บุญ คุณพ่อแม่
คนเฒ่าแก่ แลอาจารย์ ท่านทรงศีล
จอมมุนินทร์ ปิ่นเกล้า เจ้าธานี
หาวิธี แทนคุณ สมดุลกัน

มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล
การฟังธรรม ตามกาล ผ่านมาถึง
ควรคำนึง นิ่งนั่ง ฟังขยัน
ย่อมจะเกิด ปัญญา สารพัน
ตั้งใจมั่น ฟังดี นี่สมควร

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 5 พ.ค. 2552

----------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 19 ละเว้นจากบาป
กรรมชั่วช้า ลามก ต้องยกเว้น
หากขืนเล่น ด้วยกัน ถูกมันผลาญ
งดเว้นบาป กำราบให้ ไกลสันดาน
ในดวงมาลย์ ไม่ร้อน และอ่อนเพลีย
มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า
ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย
เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย
ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน
มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
ไม่ประมาท คือมี สติพร้อม
คอยหน่วงน้อม ธรรมคุณ ไม่ผลุนผลัน
ธรรมอันใด ไม่ดี หลีกหนีพลัน
ธรรมดีนั้น ยึดแน่น ไม่แคลนคลอน
มงคลที่ 22 มีความเคารพ
ความเคารพ นับถือ คือเสน่ห์
ไม่โลเล เหมือนลิง วิ่งหลอกหลอน
ทั้งต่อหน้า ลับหลัง พึงสังวร
ย่อมงามงอน สวยสง่า ราคาแพง

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 1 พ.ค. 2552

---------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 15.การให้ทาน
ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ขนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน
มงคลที่ 16.การประพฤติธรรม
การประพฤติ ตามธรรม คำพระสอน
ไม่เดือดร้อน ถอนทุกข์ ยามฉุกเฉิน
คนรักธรรม ธรรมรักษ์คน ผลเจริญ
นั่ง,ยืน,เดิน นอน,สุข ทุกข์ไม่มี

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 29 เม.ย.2552

------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 13.การสงเคราะห์ภรรยา
มีคู่ครอง ต้องไม่ทำ ให้ช้ำจิต
จะพาผิด ไปข้าง ทงผุยผง
ต้องสงเคราะห์ แก่กัน ให้มั่นคง
รักยืนยง ด้วยกัน ถึงวันตาย

มงคลที่ 14.ทำงานไม่คั่งค้าง
จะทำงาน การใด ตั้งใจมั่น
อย่าผัดวัน ทำเล่น เช้า เย็น สาย
ไม่ทิ้งคา อากูล มากมูลมาย
เร่งคลี่คลาย ให้เสร็จ สำเร็จการ

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 24 เม.ย.2552
---------------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ


มงคลที่ 12 การสงเคราะห์บุตร
เป็นมารดา บิดา ทำหน้าที่
ให้บุตรมี พำนัก เป็นหลักแหล่ง
ส่งเสริมบุตร ธิดาตน กุศลแรง
ย่อมส่องแสง เพิ่มพูน ตระกูลวงศ

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 21 เม.ย. 2552

-----------------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ


มงคลที่ 10 กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
เปล่งวจี สัจจะ นวลละม่อม
กล่าวเลลี้ยกล่อม ไพเราะ กาลเหมาะสม
เจือประโยชน์ เมตตา ค่านิยม
รื่นอารมณ์ ผู้ฟัง ดังเสียงทอง

มงคลที่ 11 การบำรุงบิดามารดา
คนที่หา ได้ยาก มากไฉน
เพราะว่าใน โลกนี้ มีเพียงสอง
คือพ่อแม่ เกิดเกล้า เหล่าลูกต้อง
ตอบสนอง พระคุณ ได้บุญแรง

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 10 เม.ย. 2552

---------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 8 การรอบรู้ในศิลปะ
ศิลปะ ต่างอย่าง ทางอาชีพ
ควรเร่งรีบ เรียนรู้ ชูศักดิ์ศรี
มีบางคน จนอับ กลับมั่งมี
ฉลาดดี มีศิลป์ หากินพอ

มงคลที่ 9 มีวินัยที่ดี
อันวินัย นำระเบียบ สู่เรียบร้อย
คนใหญ่น้อย เปรมปรีดิ์ ดีนักหนา
วินัยสร้าง กระจ่างข้อ ก่อศรัทธา
เพราะรักษา กติกา พาร่วมมือ

ไม่พูดเท็จ พูดสอดเสียด และพูดมาก
ละความยาก สร้างวิบาก ฝากยึดถือ
คนหมู่มาก มักถางถาก ปากข่าวลือ
ต้องสัตย์ซื่อ ถือวินัย ใช้ร่วมกัน

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 9 เม.ย.2552

---------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 6 การตั้งตนชอบ
ต้องตั้งตน กายใจ ในทางถูก
เร่งฝังปลูก ตนไว้ ให้ถูกหลัก
เมื่อตัวตน ยังมี เป็นที่รัก
ควรพิทักษ์ ให้งาม ตามเวลา

มงคลที่ 7 ความเป็นพหูสูต
การสนใจ ใฝ่คว้า หาความรู้
ให้เป็นผู้ แก่เรียน เพียรศึกษา
มีศีลดี สติมั่น เกิดปัญญา
ย่อมนำพา ตัวรอด เป็นยอดดี

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 3 เม.ย. 2552

--------------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 4. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
เป็นเมืองกรุง ทุ่งนา หรือป่าใหญ่
ทางมา-ไป ครบครัน ธัญญาหาร
มีคนดี ที่ศึกษา พยาบาล
ปลอดภัยพาล ควรอยู่กิน ถิ่นนั้นแล

มงคลที่ 5. เคยทำบุญมาก่อน
กุศลบุญ คุณล้ำ เคยทำไว้
จะส่งให้ สวยเด่น เช่นดวงแข
ทั้งทรัพย์ยศ ไมตรี มีเย็นแด
เพราะกระแส บุญเลิศ ประเสริฐนัก

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 2 เม.ย. 2552

---------------------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ


มงคลที่ 3.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
ควรบูชา ไตรรัตน์ ขัตติเยศร์
ผู้วิเศษ ก่อเกื้อ เหนือเกศา
ครูอาจารย์ เจดีย์ ที่สักการ์
ด้วยบุปผา ปฏิบัติ สวัสดิ์การ

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 1 เม.ย. 2552

----------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ


มงคลที่ 2. การคบบัณฑิต
ควรคบหา บัณฑิต เป็นมิตรไว้
จะช่วยให้ พ้นทุกข์ สบสุขสันต์
ความคิดดี เลิศล้ำ ยิ่งสำคัญ
ควรคบกัน อย่าเขว ทุกเวลา

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 31 มี.ค. 52

-------------------------------------------------

มงคลชีวิต 38 ประการ


มงคลที่
1. ไม่คบคนพาล
อย่าคบมิตร ที่พาล สันดานชั่ว
จะพาตัว เน่าดิบ จนฉิบหาย
แม้ความคิด ชั่วช้า อย่ากล้ำกราย
เป็นมิตรร้าย ภายใน ทุกข์ใจครัน

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

ความสุข

ความเอ๋ย ความสุข
ใครๆทุก คนชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา
"แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา"
แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ

ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าจะสุข
ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้
เขาว่าสุข สุขเน้อ! อย่าเห่อไป
มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอย ฯ

ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2552-------------------------------------------------------

ปากอย่างใจอย่าง

----------------------------------------------------------

ได้ดีเพราะถูกด่า

ท่านพุทธทาสภิกขุประจำวันที่ 25 มีนาคม 2552

-------------------------------------------------------------

    อาจารย์ไก่

    • ถ้าคนเรา เปรียบกับไก่ ดูให้ดี
      มันไม่มี นอนไม่หลับ ไม่ปวดหัว
      ไม่มีโรค ประสาท ประจำตัว
      โรคจิตไม่ มากลั้ว กับไก่น้อย

      คนในโลก กินยา เป็นตันๆ
      พวกไก่มัน ไม่ต้องกิน สักเท่าก้อย
      หลับสนิท จิตสบาย ร้อยทั้งร้อย
      รู้สึกน้อย แห่งน้ำใจ อายไก่เวย

    • ได้เป็นคน หรือจึงได้ นอนไม่หลับ
      ควรจะนับ ว่าเป็นบาป หรือบุญเหวย
      มีธรรมะ กันเสียนะ อย่าละเลย
      อยู่เสบย ไม่ละอาย แก่ไก่มัน

ท่านพุทธทาสภิกขุ

ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2552

------------------------------------------------------------------------

โลกเปรียบมหาสมุทรและกรงไก่

  • โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร
    ปลามนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหวไหว
    เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ
    วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ!

  • โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
    จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
    จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
    เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว!

ท่านพุทธทาสภิกขุประจำวันที่ 23 มีนาคม 2552

-----------------------------------------------------------

ภัยร้ายของนักเรียน

เป็นนักเรียน เพียรศึกษา อย่าริรัก
ถูกศรปัก เรียนไม่ได้ ดั่งใจหมาย
สมาธิจะ หักเหี้ยน เตียนมลาย
ถึงเรียนได้ ก็ไม่ดี เพราะผีกวน
แต่เตือนกัน สักเท่าไร ก็ไม่เชื่อ
มันแรงเหลือ รักร้าย หลายกระสวน
หลอกพ่อแม่ มากมาย หลายกระบวน
หน้าขาวนวล ใจหยาบดำ ซ้ำละลาย
การเล่าเรียน เบื่อหน่าย คล้ายจะบ้า
ใช้เงินอย่าง เทน้ำเทท่า น่าใจหาย
ไม่เท่าไร ใจกระด้าง สิ้นยางอาย
หญิงหรือชาย เรียนไม่ดี สิ่งนี้เอง

มีสัจจะ ทมะ และขันตี
กตัญญู กตเวที อย่าโฉงเฉง
รักพ่อแม่ พวกพ้อง ต้องยำเกรง
เรียนให้เก่ง ให้ยิ้มแปล้ แก่ทุกคน ฯ


ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2552

-----------------------------------------------------------

โลกคือเครื่องลองและโรงละคร


ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2552

-------------------------------------------------------------------------

ไม่ เห็น แก่ ตัว.

ไม่เห็นแก่ตัว ผลก็รั่ว รดผู้อื่น
ไม่ต้องฝืน ยื่นหยิบให้ ได้เสมอ
ไม่เท่าไร ในโลกเกลื่อน ด้วยเพื่อนเกลอ
เป็นโลกเลอ ล้นลาภ อาบไมตรี ฯ
ไม่เห็นแก่ตัว ก็เมตตา ขึ้นมาเอง
รู้ยำเกรง รู้ใช้ธรรม นำวิถี
ไม่อาจฆ่า ไม่อาจลัก ไม่ล่วงประเวณี
ไม่หลอกลวง และไม่มี ที่เมามาย ฯ
ไม่เห็นแก่ตัว ก็หมดตัว จะยึดถือ
นั่นแหละคือ หมดมูลเหตุ กิเลสหาย
ไม่อาจโลภ- โกรธ-หลง คงใจกาย
สะอาด-สว่าง- สงบได้ ฝ่ายนิืพพาน ฯ

"สิริวยาส" (ท่านพุทธทาสภิกขุ)

ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2552

-------------------------------------------------------------------

แรงงาน กับ ปัญญา.

อันแรงงาน กับปัญญา เป็นกายสิทธิ์
สามารถจะ นิรมิต ซึ่งผลิตผล
จากดินเปล่า เอามา เป็นเนื้อคน
เป็นเงินทอง กองล้น จนเกินไป,
แปลงบ้านเรือน เหมือนสวรรค์ มันสามารถ
ทั้งอำนาจ วาสนา หากันใหญ่
จนหลงทรัพย์ หลงศักดิ์ มักมากไกล
เกินวิสัย ที่มนุษย์ ควรยุดครอง.เลยคิดแข่ง แย่งโลก เทวดา
โลกอังคาร จันทรา สิ้นทั้งผอง
เพราะแรงงาน กับปัญญา บ้าลำพอง
ไม่เคยสุข สักทำนอง สมหน้ามัน ฯ


"สิริวยาส" (ท่านพุทธทาสภิกขุ)


ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

การศึกษายุึคใหม่

โลกยุคนี้ มีศึกษา กันท่าไหน
ยุวชน รุ่นใหม่ ได้คลุ้มคลั่ง
บ้างติดยา เสพติด เป็นติดตัง
บ้างก็ฝัง หัวสุม ลุ่มหลงกาม

บ้างดูหมิ่น พ่อแม่ ไม่มีคุณ
บ้างก็เห็น ว่าบุญ เป็นเรื่องพล่าม
บ้างลุ่มหลง เฟลิ๊ต-ฟรี เป็นดีงาม
บ้างประณาม ศาสนา ว่าบ้าบอ

บ้างไปเป็น ฮิปปี้ มีหลายชนิด
บ้างทวงอิส- ระพ้น จนเหลือขอ
บ้างที่มี ดีกรีมาก โฮกฮากพอ
โลกเราหนอ! ให้การศึกษา กันท่าไร?


"สิริวยาส" (พุทธทาสภิกขุ)

ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2552

-----------------------------------------------------------------

กลับสู่หน้าหลัก