มงคลที่ 35 การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
ท่านผู้ใด ใจดำรง อยู่คงที่
ในเมื่อมี โลกธรรม ครอบงำหนัก
เช่น ลาภ ยศ สุข เศร้า เข้าง้างชัก
มิอาจยัก โยกท่าน ให้หวั่นใจ
---------------------------------------------------------------------
9. กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม)
กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือกรรมที่ให้ผลทันตา (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจให้ผลในชาตินี้เลยทีเดียว ไม่มีแรงกรรมไปถึงชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ มีทั้งที่ให้ผลทันตาภายในเจ็ดวัน (ปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) และหลังเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามภาพข้ามชาติคงให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น (อปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) ตัวอย่างเช่น ชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายมหาทุคคตะ ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่ องค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวันนั่นเอง
ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายปุณณะพร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่องค์พระสารีบุตรมหาเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดความร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวัน
ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ พร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระกัสสปสังฆเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาเจ็ดวัน
เหล่านี้คือกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายมในเจ็ดวันฝ่ายดี
ส่วนกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน ฝ่ายชั่ว ก็มีตัวอย่าง เช่นมานพผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นันทะ เป็นคนไร้สติปัญญามากด้วยโมหะจริต มีจิตคิดปฏิพัทธ์รักใคร่ใน พระอุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลส วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปปลุกปล้ำองค์พระอรหันต์ สำเร็จเป็น กรรมทันตาฝ่ายชั่ว ถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกภายในเจ็ดวันสมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะราชาธิบดี แห่งเทวทหะนคร ซึ่งเป็นพระราชบิดรองค์เจ้าชายเทวทัตและฟ้าหญิงยโสธรา ผู้มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้า ภายหลังได้เสวยน้ำจัณฑ์จนมีพระอาการมึนเมา แล้วเข้าปิดกั้นทางโคจรบิณฑบาตรแสดงอาการไม่เคารพขับไล่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สำเร็จ เป็นกรรมทันตาเห็น แล้วถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรก ภายในเวลาเจ็ดวันกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหลังจากเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามชาตินั้นที่กระทำแล้วในปฐมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในปฐมวัยนั่นเอง บางชนิดก็ให้ได้รับผล ในมัชฌิมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้น ได้รับผลในตอน มัชฌิมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในตอนปัจฉิมวัยหรือที่กระทำแล้ว ในปัจฉิมวัย บางชนิดย่อมสามารถดลบันดาลให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม ได้รับผลในปัจฉิมวัย
รวมความว่ากรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อว่าโดยเวลาที่ให้ผลแล้ว ก็อาจแบ่งได้โดยการให้ผลเร็วหรือช้าเป็นสองเวลาด้วยกัน คือ กรรมทันตาเห็น ที่ถึงความแก่กล้าแล้ว กรรมชนิดนี้ให้ผลอย่างรวดเร็วภายในเจ็ดวันนั่นเอง และกรรมที่ยังไม่เข้าถึงความแก่กล้า กรรมชนิดนี้ให้ผลช้า คือล่วงเจ็ดวันไปแล้ว อาจจะเป็นหลายปี หลายเดือน หรือพ้นจากวัยหนึ่ง ไปจนถึงอีกวัยหนึ่งก็ได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม เมื่อได้ชื่อว่าเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็ย่อมไม่มีโอกาสให้ผลข้ามภพข้ามชาติไปเป็นอันขาด ย่อมมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่เฉพาะในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า กรรมชนิดนี้เป็นกรรมที่มีพลังอ่อน เนื่องด้วยไม่ได้รับอุปการะจากปัจจัยอื่น ฉะนั้น จึงมีประสิทธิภาพให้ผลได้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น หากว่าในชาติปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว กรรมนี้ก็จะกลายเป็น อโหสิกรรม ไปทันที
กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันที่สามารถดลบันดาลให้ปรากฏผลนั้น เพราะ
ตัวอย่างการให้ทานที่ให้ผลทันตาในชาตินี้
เพราะฉะนั้นท่านใดประสงค์จะให้รับผลบุญกุศลอย่างทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน หรือในระยะเวลาอันใกล้ ก็พยายามแสวงหาและตั้งจิตตั้งใจให้อยู่ในข่ายของกรรมชนิดนี้ ก็คงสมใจครับ
ประจำวันที่ 24 กันยายน 2552
-------------------------------------------------------------------------
8. กรรมที่สักแต่ว่าทำหรือกรรมไม่เจตนา (กตัตตากรรม)
กรรมที่สักแต่ว่าทำ โดยผู้กระทำไม่มีเจตนา ไม่ได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ คล้ายกับว่า ไม่เต็มใจทำ เรียกว่า กรรมไม่เจตนา หรือ กตัตตกรรมเด็กทารกนั้น ยังไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ย่อมทำอะไรโดยไม่มีเจตนา หรือมีเจตนาอ่อน เมื่อมารดาอุ้มไว้บนตัก ก็แตะถีบหยิกข่วนมารดาไปตามประสาทารก อย่างนี้เป็น กรรมไม่เจตนาฝ่ายชั่ว และก็ต้องย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นชายผู้หนึ่งมีอาชีพทำนา วันหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองได้พากันไปทำบุญ และทำการสักการบูชาแด่พระพุทธเจ้า และได้ชักชวนชาวนาผู้นี้ด้วย แต่ชาวนาผู้นี้กลับมีความเห็นผิด มองเห็นว่า การไปทำบุญนั้นเป็นการเสียประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน เสียเวลาไถนา แต่เมื่อถูกชักชวนหว่านล้อม มากๆ ก็เลยพูดประชดออกไป โดยไม่มีเจตนาดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าดีจริง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าท่านสามารถมาจับหางไถ ไถนาได้อย่างเราเมื่อไรนั่นแหละ จึงจะไปทำบุญด้วย”
เหมือนกับยุคปัจจุบัน ที่มีผู้มาบอกบุญบ่อยๆ ด้วยความไม่อยากทำบุญ ก็จะพูดประชดประชัน และบางทีก็พาลหาเรื่อง กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเลยก็มี สำหรับตัวอย่างก็มีเช่นได้มีผู้ศรัทธาสร้างผ้าคลุมเจดีย์ไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับจารึกตัวอักษรไว้อย่างชัดเจน“อุทิศถวายพระเจดีย์”ต่อมาได้มีพายุฝน หอบเอาผ้าผืนนี้ ไปตกบนที่นาแปลงหนึ่ง ครั้นเจ้าของนามาเห็นเข้า แทนที่จะนำไปคืนพระเจดีย์ กลับนำมาทำเป็นผ้าห่มด้วยถือสิทธิ์ว่าสมบัติสวรรค์ โดยไม่ได้มีเจตนาไปลักขโมยมา แต่ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่วเศรษฐีผู้หนึ่ง เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมบริจาคทาน หรือสละทรัพย์ให้แก่ใคร และแม้แต่ตัวเองก็ไม่ยอมใช้จ่ายทรัพย์หากไม่จำเป็น จริงๆ อาหารที่บริโภคก็เป็นอาหารเลวๆ เสื้อผ้าที่ใช้ก็ปอนๆ ขาดกระรุ่งกระริ่ง รถราก็ใช้แต่รถเก่าๆ เมื่อมีเพื่อนเตือนให้รู้จักทำบุญสุนทานเสียบ้าง ก็จะบอกว่า “ขี้เหนียว ไม่ผิดกฏหมาย” ครั้นตายไปก็เกิดเป็นงูเหลือมเฝ้าทรัพย์และแม้แต่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเขาถวายข้าวสารอาหารแห้ง ให้เป็นของสงฆ์ หรือที่เราเรียกว่า สังฆทาน แต่กลับนำของนั้นมาใช้หรือนำไปให้ผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์ ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่ว พาไปสู่ ทุคติลองมาดู กตัตตกรรมฝ่ายดีบ้างกบน้อยตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าที่กำลังแสดงธรรม ก็เกิดความซาบซึ้งยินดีในน้ำเสียงนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความเข้าใจในเนื้อความ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาปเหมือนกับพวกเราชาวพุทธ ที่ฟังพระสงฆ์สวดมนต์ ก็ให้รู้สึกปลื้มปีติจิตแน่วแน่ หารู้ความหมายในเสียงสวดมนต์นั้นไม่ แต่ก็รู้สึกเพลิดเพลินในใจมีความสุข อย่างนี้เป็นกตัตตกรรมฝ่ายดี เมื่อตายไปสามารถพาไปสู่ สุคติได้การจับมือลูกหลานให้ถือทัพพีใส่บาตรพระ การจับมือเด็กให้ประนมมือไหว้พระ หรือสอนให้ภาวนา พุทโธๆๆ ซึ่งทารกเหล่านั้นก็แสดงกิริยาบุญไปอย่างนั้นเอง หาได้รู้ว่าหรือมีเจตนาว่าเป็นสิ่งดีมีคุณเป็นบุญเป็นกุศล เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทอง นกสาลิกา สอนให้พูดภาษาคนได้ สอนให้สวดมนต์ได้ก็จัดเป็น กตัตตกรรมฝ่ายดีงูเหลือมใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า และได้มีพระสงฆ์ไปท่องสวดมนต์อยู่ทุกๆ วัน งูเหลือมนั้นก็ชอบใจในเสียงสวดมนต์ ตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน กุศลกรรมนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดีนกเค้าแมวตัวหนึ่ง ได้แลเห็นพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรด้วยอาการสำรวม สง่างาม ก็มีจิตรักใคร่ชอบใจ จึงออกบินไปส่งครึ่งทาง เป็นประจำตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ ณ ถ้ำที่นกเค้าแมวตัวนี้อาศัยอยู่ ไม่แต่เท่านั้น วันหนึ่งในเวลาเย็นใกล้ค่ำ ขณะตะวันกำลังสาดแสงสีเหลืองแดง นกเค้าแมวตัวนี้ถึงกับบินออกจากซอกถ้ำ ไปยืนอยู่หน้าพระพุทธองค์ พร้อมยกปีกซ้ายขวาประหนึ่งถวายความเคารพ ทั้งๆ ที่ไม่รู้บุญรู้บาป แต่กระทำไปเพราะอยากจะทำ อย่างนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี ที่นำไปสู่สุคติได้มีบุคคลอยู่จำพวกหนึ่ง ประเภทบุญไม่ทำ กรรม (ชั่ว) ไม่สร้าง ไม่ทำอะไรให้เดือนร้อนคนอื่น แต่ก็ไม่ยอมให้คนอื่นมาละเมิดสิทธิของตนก็จัดอยู่ใน กตัตตกรรม นี้เหมือนกัน จะดีหรือชั่ว ก็แล้วแต่เหตุการณ์และการกระทำของเขาบรรดาสัตว์บุคคลทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ย่อมต้องสร้างกตัตตกรรมนี้ทุกคน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับการให้ผลของกรรมกตัตตกรรม นี้เนื่องจากเป็นกรรมที่มีพลังอ่อนไม่มีเจตนาจึงไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านใดไม่มี ครุกรรม (กรรมหนัก) อาสันนกรรม (กรรมก่อนตาย) อาจิณณกรรม (กรรมทำเป็นประจำ) แล้ว กตัตตกรรม (กรรมไม่เจตนา) นี้ก็จะให้ผล อาจเป็นชาตินี้ หรือว่าชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ก็ได้ครับ
ประจำวันที่ 22 กันยายน 2552
----------------------------------------------------------
7. กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม)
กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกันคนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วตั้งหน้าตั้งตากระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ ทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เป็นประจำ พูดโกหกพกลม ด่าว่า พูดให้ร้ายผู้อื่นอยู่เป็นประจำ คิดพยาบาท อิจฉาริษยา โลภมากอยู่เป็นประจำ ทำให้กลายเป็นคนสันดานเสีย พอกพูนความไม่ดีไว้มากมาย วันไหนถ้าไม่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ กรรมชั่วที่พอกพูนไว้เสมอเหล่านี้ เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายชั่วหรือผู้ที่กระทำความชั่วร้ายแรง โดยเมื่อแรกคิดว่าจะทำก็ทำด้วยความโกรธอย่างรุนแรง แล้วทำร้ายฆ่าฟันด้วยกำลังความแค้น กำลังความโกรธ และขนาดกระทำจนสมใจแล้วก็ยังไม่สิ้นโกรธสิ้นแค้น เวลาเลยไปนานแสนนานเพียงใรก็ยังไม่หายแค้น คิดขึ้นมาเมื่อไรก็ให้แค้นเมื่อนั้น ไม่หายโกรธ ไม่หายแค้น แล้วจิตก็มักคิดย้อนถึงการกระทำนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยความคลั่งแค้นใจ นับว่าเป็นสิ่งกินใจที่ทำให้ขัดแค้นไม่รู้หมดรู้สิ้นอย่างที่เป็นข่าวโด่งดังในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างเช่นผู้ที่ชอบ กระแนะกระแหน ด่าว่าผู้อื่น ไม่มีใครดีในสายตาท่าน ยกเว้นตัวท่าน และคนที่เห็นด้วยกับท่าน คนที่มีใจเป็นบุญกุศล มักชอบทำความดี ทั้งกาย วาจา และใจ ชอบทำบุญสุนทาน ใส่บาตรพระทุกวัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อรับศีล 5 แล้วก็ตั้งใจรักษาศีลไว้ไม่ให้ขาดหรือด่างพร้อย วันพระวันโกนก็ตั้งใจรับศีล 8 แล้วก็รักษาให้บริสุทธิ์ด้วยดี เมื่อเป็นชี เป็นพระสงฆ์ เป็นสามเณรก็พยายามรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอไม่ให้ขาด อีกทั้งหมั่นประกอบการกุศลในการเจริญภาวนาฝึกสมาธิ และเจริญวิปัสสนา บำเพ็ญปฏิบัติไปตามความสามารถแห่งตน ตั้งหน้า ตั้งตาสร้างกุศลผลบุญอยู่เนืองนิตย์ ไม่ว่างเว้นกรรมดีที่พยายามสร้างพอกพูนไว้ในสันดานของตนอยู่เรื่อยๆ เหล่านี้เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายดี หรือกรรมที่ทำเป็นประจำฝ่ายดีสำหรับผู้ที่กระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วอยู่เป็นประจำ หรือเป็นคนดีแต่เคยทำชั่วไว้อย่างหนึ่งจนไม่อาจลืมได้ เป็นสิ่งที่ฝังใจอยู่ตลอดเวลา คิดขึ้นมาก็เศร้าหมองใจทุกครั้งไป หรือเป็นคนชั่วแต่ก็เคยได้ทำบุญกุศลด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ประทับใจมิรู้ลืม เมื่อจะไปเกิดใหม่ก็ขึ้นอยู่กับ แรงของอาจิณณกรรมของทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วขณะใกล้ตาย จะชักนำไปทางไหนถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดี มีกำลังแรงกล้ามากกว่า ก็จะไปสุคติถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว มีกำลังแรงกว่า ก็จะไปทุคติยกตัวอย่างเช่น พระราชาที่ต้องรบทัพจับศึก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินและผู้คนก็ปล้นชิง ทำให้เกิดความลำบากความทุกข์แก่ฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงใฝ่ใจการกุศล ทำนุบำรุงช่วยเหลือประชาชน สมณะชีพราหมณ์อยู่เป็นประจำหรือพระราชินีที่เป็นผู้มีเมตตา ทำบุญทำกุศลอยู่เสมอ แต่ต้องส่งเสริมอาชีพให้ชาวประชาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งทำให้ชีวิตของตัวไหมต้องสูญสิ้นไป
อย่างนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่า อาจิณณกรรมฝ่ายไหนจะแรงกว่ากัน ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดีมีพลังอำนาจแรงกว่า ก็ได้ไปสุคติ แต่ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่วมีพลังแรงกว่าก็ได้ไปสู่ทุคติ
ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2552
----------------------------------------------------------------------------------
6. กรรมใกล้ตาย (อาสันนกรรม)
กรรมใกล้ตาย เรียกว่า อาสันนกรรม ได้แก่กรรมที่กระทำก่อนใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกรรมที่เคยกระทำไว้ในเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วกรรมใกล้ตายนี้มีพลังอำนาจเป็นที่ 2 รองจาก กรรมหนัก (ครุกรรม)คนบางคนเอาแต่โมโหโกรธาเป็นที่ตั้ง ทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ทั้งชกต่อยเตะถีบด้วยหมายฆ่าฟันผู้อื่นด้วยฤทธิ์โทโสแต่ฝีมือสู้เขาไม่ได้ จึงถูกฆ่าเป็นผีตายโหง ขณะกำลังโมโหโกรธาอยู่ทีเดียว อย่างนี้เป็น กรรมใกล้ตายฝ่ายชั่ว ย่อมไปสู่ ทุคติบางคนกำลังประกอบมิจฉาชีพอยู่ จะเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ ก็ดี แล้วถูกเจ้าทรัพย์หรือตำรวจยิงตาย ก็เป็นกรรมใกล้ตายฝ่ายชั่ว เช่นเดียวกัน และไปสู่ ทุคติ อย่างแน่นอนหรือบางคนตอนใกล้จะตาย ใจมัวแต่คิดห่วงสมบัติ ห่วงคนโน้น คนนี้ ด้วยกังวลและหงุดหงิด แถมยังโมโหอีกด้วย เหล่านี้ เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายชั่ว มีทุคติเป็นที่ไปทุคติคือ ภพของ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรกบางคนเป็นคนดี ใฝ่กุศลอยู่เสมอ แต่เคยได้กระทำความไม่ดีไว้ในอดีตแล้วก็ลืมไปสิ้น ครั้งก่อนใกล้ตาย จิตพลันไปนึกถึงความไม่ดีนั้นจนจิตใจเศร้าสร้อย จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ก็เป็น กรรมก่อนตายฝ่ายชั่วเหมือนกัน มีพลังอำนาจพาไปสู่สุคติ ทันทีบุคคลที่กระทำความดีอย่างสม่ำเสมอ และก่อนตายจิตก็ระลึกถึงความดีที่กระทำมาได้ กรรมก่อนตาย อย่างดี เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี มีสุคติเป็นที่บางคนตั้งแต่เกิดมาไม่ค่อยสนใจในบุญกุศล แต่ภายหลังเกิดศรัทธาคิดสร้างบุญใหญ่ เช่น ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างศาลา พิมพ์หนังสือธรรมะ รักษาศีล เจริญวิปัสสนา จิตเพลิดเพลินอยู่ในบุญกุศลเหล่านี้ โดยที่จะสร้างเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จก็ตามจนถึงวาระสุดท้าย เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี มีสุคติเป็นที่ไปหรือแม้แต่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วย รู้ว่าตัวเองไม่รอดแล้วเกิดใจคอไม่ดี เพราะขณะยังแข็งแรงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่นั้นไม่เคยสนใจสร้างบุญกุศลเลย จึงคิดอยากทำบุญขึ้นมาทันใด โดยให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาเพื่อถวายทานบ้าง รักษาศีลบ้าง ฟังธรรมบ้าง ฝึกสมาธิบ้าง เจริญวิปัสสนาบ้างแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ค่อยได้ทำบุญสักเท่าไร แต่ก็เคยได้ทำบุญไว้บ้างนานแล้ว ลืมไปแล้ว แต่ว่าตอนใกล้ตายกลับระลึกถึงคุณงามความดีนั้นได้ ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเหล่านี้ เป็นกรรมก่อนตายฝ่ายดี
สามารถไปสู่สุคติได้ สุคติ ก็คือ ภพ มนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน
ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2552
--------------------------------------------------------------------------------------------------
กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดย ท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี
|
-------------------------------------------------------------------
กรรมใดที่ทำหน้าที่ฆ่ากรรมอื่นให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่า “กรรมตัดรอน” หรือ “อุปฆาตกกรรม”พลังอำนาจของ กรรมตัดรอน ก็มีสองอย่างเช่นเดียวกัน คือกรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายชั่ว มีหน้าที่ตัดกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตนให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนอย่างเช่น บุคคลที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือ เป็นที่นับถือแห่งมหาชนทั้งปวง แต่ครั้งกรรมตัดรอนฝ่ายชั่วตามมาทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจ ให้เกิดภัยพิบัติอันตรายต่างๆ ยับเยิน ดังถูกพะเนินทุบตีถึงความพินาศในชั่วพริบตา หรือล้มตายหมดอายุ ในชั่วครูเดียว ทั้งๆ ที่ยังไม่น่าจะตายเลยอย่างภาวะเศรษฐกิจ IMF ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรานั้น ใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดขึ้นเอง ต้องมีเหตุมีปัจจัย การโกง การคอรัปชั่น ในวงการทุกวงการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเมือง วงการธนาคาร และวงการเศรษฐกิจ เมื่อถึงเวลากรรมให้ผล พลังอำนาจของมันจึงทำให้เศรษฐีกลายเป็นยาจกกันระเนระนาดเงินหมื่นล้าน แสนล้านหายแวบไปในชั่วพริบตา ประชาชนทั่วไปเดือนร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า อันเป็นผลจาก กรรมรวม หรือกรรมร่วม ของคนทั้งประเทศที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการเงินไว้พระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์ มีพระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางเวทหขันธเทวี เมื่อทรงพระครรภ์ มีพระอาการแพ้ท้องอยากดื่มโลหิตพระเจ้าพิมพิสาร แต่ก็ทรงเกรงกลัวและละอายพระทัยจึงสู้อดกลั้น จนพระวรกายซูบผอมพระเจ้าพิมพิสาร ทรงแปลกพระทัย จึงตรัสถามอยู่เนืองๆ จนรู้ความ จึงได้สละโลหิตประทานให้ พระอาการแพ้ท้องจึงระงับลง ฝ่ายโหราจารย์ก็ได้ทำนายว่า “พระราชโอรสองค์นี้ จักเป็นศัตรูกับพระราชบิดา”พระราชโอรส จึงได้พระนามว่า “เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร” ซึ่งแปลว่า “ยังไม่ประสูติก็เป็นศัตรูกับพระบิดาเสียแล้ว”พระมเหสีทรงเสียพระทัย จึงพยายามให้นวดเฟ้นทำแท้ง แต่พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งตั้งอยู่ในภมิโสดาบัน อริยบุคคลขั้นแรก ก็ได้ทัดทานไม่ให้กระทำบาปลงไปครั้นพระราชโอรสประสูติ พระราชาธิบดี ก็ทรงเมตตารักใคร่เป็นอย่างมาก ทรงเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นอย่างดี จนพระราชกุมารเข้าสู่วัยรุ่นในกาลนั้น พระเทวทัต ซึ่งมีเชื้อสายกษัตริย์ ได้บวชในพระพุทธศาสนา อุตสาหะบำเพ็ญธรรม จนสำเร็จฤทธิ์แห่งปุถุชน ยังไม่บรรลุมรรคผลข้างต้นคราวหนึ่งได้ตามเสด็จไปยังนครโกสัมพี ซึ่งในคราวนั้น ได้เกิดลาภสักการะแก่หมู่สงฆ์เป็นจำนวนมาก ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี พ่อค้า คหบดี ข้าราชการ และชาวบ้านธรรมดา ต่างก็มุ่งถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ตนเลื่อมใสแต่จะหาคนที่เลื่อมใสใน พระเทวทัต นั้นมีน้อยมากเนื่องด้วยเป็นปุถุชนอยู่ ถึงแม้จะมีฤทธิ์เดชก็ตาม จึงบังเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมา ไม่อาจบำเพ็ญให้ก้าวหน้าต่อไปอีก แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ฤทธิ์จะเสื่อมไปในที่สุด พระเทวทัต ก็ได้แสดงฤทธิ์ปรากฏให้ พระเจ้าอชาตศัตรูกุมาร เห็นเป็นกุมารน้อยที่มีอสรพิษ 7 ตัว พันอยู่ที่มือและเท้า 4 ตัว ที่คอ 1 ตัว เป็นสร้อยสังวาลย์ 1 ตัว และแผ่พังพานอยู่บนศีรษะอีก 1 ตัว แล้วก็เหาะทะยานขึ้นไปบนอากาศเวหาหาว จนเป็นที่อัศจรรย์ใจนับแต่นั้นมา เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร ก็นับถือเลื่อมใส พระเทวทัตเป็นอาจารย์ อุปัฏฐากด้วยสิ่งของจตุปัจจัยอย่างล้นเหลือต่อมาพระเทวทัต คิดจะปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปทูลขอแต่ได้รับการปฏิเสธ จึงคิดหาอำนาจทางการเมือง เป็นฐานสนับสนุน โดยได้ไปยุยง เจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร ให้ไปลอบปลงพระชนม์พระบิดา เพื่อยึดอำนาจราชสมบัติ เพราะการที่จะคอยสืบทอดพระราชสมบัตินั้น ไม่แน่นักเพราะอาจสิ้นอายุก่อนพระราชบิดาก็เป็นได้ด้วยทรงพระเยาว์จึงหลงผิด แต่ก็ถูกจับได้ ถึงกระนั้น ด้วยการที่เป็นโสดาบันบุคคล พระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้พระราชทานสมบัติให้ พระเทวทัต กลัวว่า พระเจ้าพิมพิสาร จะเปลี่ยนใจในภายหลังจึงได้ยุยงฆ่าด้วยการให้จับขัง ให้อดข้าว อดน้ำแต่พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังไม่สวรรคต เพราะมเหสีได้ทรงจัดอาหารเข้าไปถวาย ด้วยการคลุมด้วยพระภูษาบ้าง ซ่อนไว้ในฉลองพระบาทบ้าง แม้กระทั่งเอาอาหารบดขยำทาพระวรกายบ้างในที่สุดพระมเหสี ก็ถูกห้ามเข้าเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสาร ยังทรงปีติด้วยการเดินจงกรม แต่ก็ถูกพระเจ้าอชาตศัตรู สั่งให้กรีดฝ่าพระบาททั้งสองข้าง จนเสด็จสวรรคต สู่จาตุมหาราชิกาแดนสวรรค์พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้มีบาปหนัก เมื่อได้ทรงปิตุฆาตพระราชบิดาแล้ว ก็หาได้มีความสุขไม่ บาปหนักได้ปรากฏขึ้นในพระทัยอยู่เนืองๆ เมื่อสิ้นพระเทวทัต ที่ถูกธรณีสูบไป แล้ว ได้มีโอกาสฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์ จึงเกิดความเลื่อมใส และสำนึกในบาปกรรมหนักที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้ จึงทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมากการสังคายนาพระธรรมวินัย ภายหลังที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โดยมีพระกัสสปเถระเป็นประธาน ก็ได้อาศัยพระองค์นี่แหละ เป็นผู้พระราชทานทรัพย์ทั้งปวงถึงแม้ว่า พระเจ้าอาชาตศัตรู ได้ทรงสร้างบุญกุศลใหญ่หลวงขนาดไหน แต่อุปฆาตกรรมฝ่ายอกุศล ที่พระองค์ให้ทรงฆ่าพระบิดา ตามคำยุยงของพระเทวทัตเข้าทำหน้าที่ตัดกุศลกรรมดีทั้งปวงของพระองค์ฉุดคร่าให้เป็นสัตว์นรก ลงสู่โลหกุมพีนรก เป็นเวลา 60,000 ปี
ในทางตรงกันข้าม คนที่ยากจนอยู่แท้ กรรมตัดรอนฝ่ายดี ตามมาทัน ก็กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาอย่างพรวดพราด เช่น ถูกหวย 60 ล้าน หรือได้มรดก 100 ล้าน อย่างไม่รู้ตัวอย่างนี้ หรือบางคนทำบาปไว้มากมาย แต่สามารถสำเร็จอรหันตผลได้ เช่น องคุลีมาล เป็นต้น
---------------------------------------------------------------------
|
-------------------------------------------------------------------------
|
ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2552
------------------------------------------------
คนเราที่มาเกิด ก็เนื่องจากกรรมที่ตนเองได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ บันดาลให้มาเกิดตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมไว้ อันเป็นพลังอำนาจของกรรมที่เรียกว่า “ชนกกรรม” หรือกรรมที่พาให้เกิดเมื่อกรรมบันดาลให้ไปเกิดในครรภ์
ที่ออกลูกเป็นตัว(ชลาพุชะ) ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็นคน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น หมี หมา ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดในไข่ คือ ออกไข่ เป็นฟอง แล้วจึงฟักออกเป็นตัว(อัณฑชะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็น ครุฑถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเกิดเป็น แร้ง กา นก เป็ด ไก่ เป็นต้น
ถ้าเป็นกรรมบันดาลให้เกิดในไคลที่ชื้นแฉะ สกปรก(สังเสทชะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีเกิดเป็นเลน ไร ฯลฯ ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็เกิดเป็นหนอน
ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดผุดขึ้น คือ ผุดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด แม้เมื่อตายก็ยังไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏ (โอปปาติกะ)ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีก็จะเป็น เทพ เทวดา รวมทั้งมนุษย์บางจำพวก เช่น คนธรรพ์ คนลับแล ฯลฯถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเป็น สัตว์นรก เปรต อสูรกาย ยักษ์ ฯลฯ
คนเรานี้เกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่ทว่าไม่เหมือนกัน บางคนร่ำรวย บางคนยากจน บางคนมีปัญญา บางคนโง่เขลา บางคนกลับเป็นบ้า บางคนมีอายุสั้น บางคนมีอายุยืนบางคนมีโรคมาก บางคนมีโรคน้อยบางคนมีผิวพรรณงาม บางคนมีผิวพรรณทรามบางคนเกิดในตระกูลสูง บางคนเกิดในตระกูลต่ำเหล่านี้ล้วนเป็นพลังอำนาจของกรรมทั้งสิ้นคนที่มีอายุสั้นนั้น เป็นคนที่มักสร้างกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด มือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการฆ่า ไม่มีเมตตาเอ็นดูในชีวิตของผู้อื่น
คนที่มีอายุยืนนั้น เป็นผู้เว้นจากการฆ่า มีความละอายต่อบาป มีความเมตตา ชอบช่วยเหลือและอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลายคนที่มีโรคมากนั้น เป็นผู้ที่ชอบสร้างกรรม ชอบเบียดเบียนและทำร้ายสัตว์คนที่มีโรคน้อยนั้น เป็นผู้ที่มีเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์ผู้ที่มีพิวพรรณทรามนั้น เป็นคนขี้โกรธ พยาบาทมาดร้าย แค้นเคือง แม้แต่ถูกว่าเล็กๆ น้อยๆ ก็ขัดใจแก้แค้นผู้ที่มีผิวพรรณงานนั้น เป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยถือสาโทษโกรธเคือง ไม่ผูกเจ็บพยาบาท มองโลกในแง่ดี และให้อภัยใครได้เสมอคนที่มีอำนาจบารมีน้อย เพราะเป็นคนมีใจริษยา อิจฉาผู้อื่นที่เขาได้ลาภ สักการะ ยศตำแหน่ง ความเคารพนับถือมากกว่าตนคนที่มีอำนาจบารมีมากนั้น เป็นคนที่มักยินดีที่คนอื่นได้ดีกว่าตน ไม่อิจฉาริษยา แต่กลับส่งเสริมและยอมรับในบารมีของผู้อื่นบุคคลที่เป็นคนจน มีโภคทรัพย์น้อย เป็นเพราะไม่ชอบทำทาน ไม่รู้จักให้ เป็นคนเห็นแก่ได้ ชอบลักเล็กขโมยน้อย คอรับชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นบุคคลที่เป็นเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากนั้น เป็นเพราะมีความเชื่อ ศรัทธา ให้ทานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เป็นคนที่ให้กับให้ ชอบช่วยเหลือสละทรัพย์เพื่อสังคมไม่เอาของคนอื่นผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำ ก็เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่รู้จักกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือบูชาคนที่ควรบูชาคนที่เกิดในตระกูลสูงได้นั้น เพราะว่าเป็นคนอ่อนน้อม ไม่เย่อหยิ่ง ชอบปรนนิบัติคนที่สมควรปฏิบัติ ไหว้บุคคลที่ควรไหว้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ นับถือบุคคลที่ควรนับถือ บูชาบุคคลที่ควรบูชาสำหรับบุคคลที่มีปัญญามาก ก็เป็นเเพราะว่าชอบสนทนากับผู้ที่มีปัญญา ชอบอ่าน ชอบคิด ชอบพิจารณา และใฝ่หาความรู้การที่เราได้เกิดมาแล้วในชาตินี้ เราไม่อาจเลือกเกิดได้ เพราะกรรมในอดีตชาติ ที่เราได้สร้างสมไว้แล้วนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
แต่ในชาติหน้านั้น เราสามารถเลือกเกิดได้ตามใจชอบด้วยการกระทำ หรือสร้างแต่กรรมดีไว้ในชาตินี้
มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่เข้าใจในพลังอำนาจของกรรม หากเราสามารถทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง เท่ากับเป็นการวางโครงการชีวิตในระยะยาว ซึ่งจะทำให้เราสามารถจะเลือกเกิดในสภาวะเช่นไรก็ได้ อย่างเช่น หากต้องการเกิดมารวย ในชาติปัจจุบัน ก็หมั่นให้ทาน เป็นประจำ เสียสละทรัพย์ช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ อย่าได้เอารัดเอาเปรียบผู้ใด การฉ้อโกง คอรัปชั่น ต้องเว้นขาดหรือหากต้องการเป็นคนที่แข็งแรงและมีอายุยืน ก็อย่าได้ทำร้ายเบียดเบียนและฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้ใด แม้แต่สัตว์เล็กๆ น้อยๆ เช่น มด ยุง แมลงสาป ปลวก กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ
และหากต้องการแก้กรรม ที่ทำไว้ในอดีต ก็ให้ช่วยเหลือและปล่อยชีวิตอื่นให้รอดพ้นจากการบาดเจ็บและความตาย ก็สามารถทำได้ “กรรมนั้นมีพลังอำนาจต่ออายุให้ยืนยาวอีกไปได้”
ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2552
-----------------------------------------------------
|
||||
-----------------------------------------------------------------------ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2552
|
------------------------------------------------------------------ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2552
1. อย่าเป็นนักจับผิด |
----------------------------------------------------------------------ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2552
หมวด 1 หมวดธรรมเบื้องต้น 1 ตนเป็นที่พึ่งของตน |
ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2552
--------------------------------------------------------------------------------------
จากพุทธสุภาษิต 1,517 สุภาษิต
จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2552
---------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------วันนี้จะขอฝากญาติโยมไว้ การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศลไม่เหมือนกัน การแผ่คือการแพร่ขยาย เป็นการเคลียร์พื้นที่ แผ่ส่วนบุญออกไป เรียกว่า สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นฯ เรียกว่าการแผ่แพร่ขยาย
แต่การอุทิศให้ เป็นการให้โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกว่าขอให้ข้าพเจ้ารวย ขอให้ข้าพเจ้าดี ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนี้ ทำบุญก็รวยเอง เราเป็นคนทำ เราก็เป็นคนได้ และการให้บิดามารดานั้นก็ไม่ต้องออกชื่อแต่ประการใด ลูกทำดีมีปัญญา ได้ถึงพ่อแม่ เพราะใกล้ตัวเรา พ่อแม่อยู่ในตัวเรา เราสร้างความดีมากเท่าไรจะถึงพ่อแม่ มากเท่านั้น เรามีลูก ลูกเราดี ลูกมีปัญญา พ่อแม่ก็ชื่นใจโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปบอกจากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๖
เรื่อง การอุทิศส่วนกุศล
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2552
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2552
------------------------------------------------------------------
มงคลที่ 35 การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม |
มงคลที่ 36 การมีจิตไม่โศกเศร้า |
มงคลที่ 37 มีจิตปราศจากกิเลส |
มงคลที่ 38 มีจิตเกษม |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2552
---------------------------------------------------------------------
มงคลที่ 31 การบำเพ็ญตบะ |
มงคลที่ 32 การประพฤติพรหมจรรย์ |
มงคลที่ 33 การเห็นอริยสัจ |
มงคลที่ 34 การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2552
มงคลที่ 27 มีความอดทน |
มงคลที่ 28 เป็นผู้ว่าง่าย |
มงคลที่ 29 การได้เห็นสมณะ |
มงคลที่ 30 การสนทนาธรรมตามกาล |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2552
มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน |
มงคลที่ 24 มีความสันโดษ |
มงคลที่ 25 มีความกตัญญู |
มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2552
----------------------------------------------------------------------
มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน |
มงคลที่ 24 มีความสันโดษ ความสันโดษ พอใจ ในสิ่งของ เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี |
มงคลที่ 25 มีความกตัญญู กตัญญู รู้บุญ คุณพ่อแม่ คนเฒ่าแก่ แลอาจารย์ ท่านทรงศีล จอมมุนินทร์ ปิ่นเกล้า เจ้าธานี หาวิธี แทนคุณ สมดุลกัน |
มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 5 พ.ค. 2552
----------------------------------------------------------------------
มงคลที่ 19 ละเว้นจากบาป กรรมชั่วช้า ลามก ต้องยกเว้น หากขืนเล่น ด้วยกัน ถูกมันผลาญ งดเว้นบาป กำราบให้ ไกลสันดาน ในดวงมาลย์ ไม่ร้อน และอ่อนเพลีย |
มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเมา ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน |
มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ไม่ประมาท คือมี สติพร้อม คอยหน่วงน้อม ธรรมคุณ ไม่ผลุนผลัน ธรรมอันใด ไม่ดี หลีกหนีพลัน ธรรมดีนั้น ยึดแน่น ไม่แคลนคลอน |
มงคลที่ 22 มีความเคารพ ความเคารพ นับถือ คือเสน่ห์ ไม่โลเล เหมือนลิง วิ่งหลอกหลอน ทั้งต่อหน้า ลับหลัง พึงสังวร ย่อมงามงอน สวยสง่า ราคาแพง |
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 1 พ.ค. 2552
---------------------------------------------------------------
มงคลที่ 15.การให้ทาน
ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ขนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน มงคลที่ 16.การประพฤติธรรม
การประพฤติ ตามธรรม คำพระสอน
ไม่เดือดร้อน ถอนทุกข์ ยามฉุกเฉิน
คนรักธรรม ธรรมรักษ์คน ผลเจริญ
นั่ง,ยืน,เดิน นอน,สุข ทุกข์ไม่มี
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 29 เม.ย.2552
------------------------------------------------------
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 21 เม.ย. 2552
-----------------------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------------
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 9 เม.ย.2552
---------------------------------------------------------------------
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 3 เม.ย. 2552
--------------------------------------------------------------------
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 2 เม.ย. 2552
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 1 เม.ย. 2552
----------------------------------------------------
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 31 มี.ค. 52
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2552
ความสุข
ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2552-------------------------------------------------------
ปากอย่างใจอย่าง
ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2552
----------------------------------------------------------
ได้ดีเพราะถูกด่า
- ฉันมีดี เพราะถูกด่า น่าหัวไหม?
ยิ่งดีใจ เพราะถูกด่า ดูน่าหัว
ใครจะด่า สักเท่าไร ไม่เคยกลัว
เรื่องจะชั่ว อย่างเขาด่า นั้นอย่าเกรง
- ใครมีดี คนก็คิด ริษยา
หาแง่ด่า กันโขมง ล้วนโฉงเฉง
เมื่อยปากเข้า ปากก็มุบ หุบปากเอง
ยิ่งครื้นเครง คือฉันท้า ให้ด่าฟรี
- ฉันเป็นคน ได้ดี เพราะคำด่า
กลายเป็นสิ่ง นำมา ซึ่งศักดิ์ศรี
ด่าเท่าไร ก็เห็นไม่ จริงสักที
เลยได้ดี เพราะถูกด่า น่าหัวครัน ฯ
ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2552
-------------------------------------------------------------
อาจารย์ไก่
ถ้าคนเรา เปรียบกับไก่ ดูให้ดี
มันไม่มี นอนไม่หลับ ไม่ปวดหัว
ไม่มีโรค ประสาท ประจำตัว
โรคจิตไม่ มากลั้ว กับไก่น้อยคนในโลก กินยา เป็นตันๆ
พวกไก่มัน ไม่ต้องกิน สักเท่าก้อย
หลับสนิท จิตสบาย ร้อยทั้งร้อย
รู้สึกน้อย แห่งน้ำใจ อายไก่เวยได้เป็นคน หรือจึงได้ นอนไม่หลับ
ควรจะนับ ว่าเป็นบาป หรือบุญเหวย
มีธรรมะ กันเสียนะ อย่าละเลย
อยู่เสบย ไม่ละอาย แก่ไก่มัน
ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2552
------------------------------------------------------------------------
โลกเปรียบมหาสมุทรและกรงไก่
โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร
ปลามนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหวไหว
เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ
วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ!โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว!
ประจำวันที่ 23 มีนาคม 2552
-----------------------------------------------------------
ภัยร้ายของนักเรียน
โลกคือเครื่องลองและโรงละคร
"สิริวยาส" (ท่านพุทธทาสภิกขุ)
ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2552
-------------------------------------------------------------------
ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2552
---------------------------------------------------------------------
ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2552
-----------------------------------------------------------------